ชนท้ายรถคันอื่นผิดไหม ถ้าเกิดชนกันควรทำอย่างไร

รถมาชนท้าย รถคันอื่นผิดไหม กรณีไหนผิด กรณีไหนไม่ผิด  เมื่อขับรถบนถนน อุบัติเหตุ เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอถ้าเราไม่ระวัง ถึงแม้ระวังแล้วก็อาจจะมีรถคันอื่นขับมาชนเราได้เช่นกัน หลายๆเคสเกิดข้อถกเถียงกันว่าใครผิด คนที่ชนท้ายอาจจะอ้างว่า รถเบรกกระทันหันเลยเบรกไม่ทัน

 

รถมาชนท้ายรถ

ในส่วนใหญ่แล้วการขับรถคันหลังชนท้าย ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายผิด แต่ไม่เสมอไปบางเคสก็ไม่ได้ผิด ถ้าคุณสามารถมีหลักฐานกับเหตุผลมาแย้งได้

1.คุณได้เว้นระยะห่างระหว่างรถคันหน้า เพียงพอ ให้เบรครถได้ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

2.รถคันหน้า จงใจเบรค โดยไม่มีเหตุการณ์อะไร แต่เบรคแล้วเราขับมาชน หรือมีเหตุการณ์รถยนต์คันหน้าอีกคันชนกัน เลยเบรคกระชั้นชิด เราเลยขับมาชน

3.รถคันหน้า ตัดหน้าเรา หรือแซงเรา ในระยะ ใกล้ชิดเรา

4.รถคันข้างหลังเรา ขับรถเรามาชน จนเรา คุมรถเราไม่อยู่เลยขับไปชนคันข้างหน้าอีกทีนึง

เราสามารถเอากล้องติดรถยนต์มาตรวจสอบและแย้งได้ ถ้าเราเข้าเงื่อนไข ด้านบน กล้องหน้ารถ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่งั้นคุณอาจจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณไม่ผิด บางทีตำรวจหรือประกัน มักสรุปให้คุณเป็นฝ่ายผิดถ้าคุณชนท้าย เพราะความรีบ รวดเร็ว ของเจ้าพนักงาน แต่อาจจะทำให้คุณนั้นหัวเสียกับมัน คุณต้องตรวจสอบกล้อง แล้วเอาหลักฐานมายัน แต่ในบางเคส อาจจะเป็นกรณีที่ผิดร่วมกันได้เช่นกัน ต้องพิจารณาให้ดี กับหลักฐานที่เราเก็บ และเจ้าหน้าที่สืบสวน

เมื่อเกิดเหตุชนท้ายเกิดขึ้น ควรตั้งสติดีๆ แล้วเข้าไปคุยกับรถยนต์คู่กรณีของคุณ ถ้าคุณผิดก็ควรพูดขอโทษแล้ว แสดงว่าเราจะรับผิดชอบ และโทรเรียกประกัน ถ้าเราไม่ผิดก็อย่าเพิ่งแสดงว่าเราผิด ให้โทรเรียกประกัน เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ่ายรูป หรือคลิปวีดีโอก่อนการเคลื่อนย้ายรถ ไปข้างทาง

ประกันรถยนต์ ชั้น 1 2+ 3+ คุ้มครองในส่วนที่รถชนกัน เพียงแต่ว่า ประกันชั้น 3 คุ้มครองแต่คู่กรณีเท่านั้น แต่ก็ยังดี ถ้าไม่มีประกัน ก็อาจจะเสียค่าใช้จ่ายทั้งคู่กรณี กับตัวเรา คงเยอะไม่ใช่น้อย

ถ้าหากรถ ทั้ง 2 คันที่ชนกัน ไม่มีประกันทั้งคู่ คงต้องคุยเรื่องค่าเสียหาย และ ไปแจ้งความทั้งคู่ ว่าใครจะรับผิดชอบ อย่างไร เพื่อลงบันทึกประจำวัน

ประกันรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นควรทำและต่ออายุไว้ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด คุณอาจจะเสียเงินเยอะกว่านี้ทำให้หัวเสียขึ้นได้

 

เรียนขับรถ อบรม พร้อมสอบใบขับขี่ ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ  ในราคาไม่แพง

 

เครดิต

https://www.js100.com/en/site/post_share/view/78649
https://www.moneyguru.co.th/car-insurance/articles/ขับ-ชนท้าย-ผิดเสมอไป-จริ/

ไฟไหม้รถยนต์ รถยนต์ระเบิด

ไฟไหม้รถยนต์ รถยนต์ระเบิด หลายๆคนคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น อาจจะเสียหายรถยนต์ ทรัพย์สินในรถยนต์ บางเคสอาจจะถึงขั้นเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตได้ ถ้าออกมาไม่ทัน เราจะได้เห็นข่าวออกบ่อย เราควรป้องกัน รู้สาเหตุของการเกิดไฟไหม้รถยนต์ และป้องกันแก้ไข ก่อนที่มันจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

 

รถยนต์ระเบิด

 

ไฟไหม้รถยนต์ รถยนต์ระเบิด  เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

 

ระบบเชื้อเพลิงรั่ว

พบเห็นได้บ่อยในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้รถยนต์ ถ้าเกิดรั่วเข้าเครื่องยนต์ทำให้เกิดความร้อนและเกิดไหม้ได้ในที่สุด

 

ระบบไฟฟ้าทำงานขัดข้อง

สายไฟหลุด ต่อไม่สนิท ชำรุด เกิดการช็อตเป็นประกายไฟเกิดไฟไหม้ได้

 

ผลิตผิดพลาด

ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานผิดพลาด เกิดเพลิงไหม้ ได้เช่นกัน แต่กรณีนี้ เห็นได้ไม่บ่อยนัก หากมีเหตุนี้ให้ส่งเครม จะมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน หรือเปลี่ยนอะไหล่

 

รถยนต์ชนกันเกิดอุบัติเหตุ

ทำให้ถังน้ำมันเกิดแตก ระเบิดขึ้นมาได้ น้ำมันเจอประกายไฟ ลุกท่วม ทำให้ไหม้ หรือระเบิดได้

 

แบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด

แบตเตอรี่รถยนต์ประเภทนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ได้

 

ของเหลว ภายในตัวเครื่องยนต์เกิดการรั่ว

น้ำมันเครื่อง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบรค ต่างๆ ถ้ารั่วแล้วเข้าไปเครื่องยนต์เกิดไฟไหม้ได้

 

เครื่องยนต์ทำงานหนักร้อนเกินไป

ระบายความร้อนไม่เพียงพอ น้ำยาหล่อเย็นระเหยไปหมด แล้วทำให้เครื่องร้อนได้ และติดไฟไหม้ได้

 

ของภายในรถยนต์เป็นตัวจุดไฟในรถ

อาจจะมีขวดน้ำป่าว หรือน้ำหอมในรถ เมื่อแสงแดดตกกระทบ เป็นจุดโฟกัสที่จุดเดียว ทำให้เกิด ไหม้ภายในตัวรถ ลุกลาม ขึ้นได้

 

วิธีดูแลรถยนต์ไม่ให้เกิดไฟไหม้

ตรวจสอบภายในรถยนต์ไม่ให้มีขวดน้ำ ไฟแช็ค น้ำหอม ฯลฯ วางขณะจอดรถอยู่ ควรเก็บ อยู่ในลิ้นชักภายใน ไม่ให้โดนแดด

เติมน้ำ ลงไปในหม้อน้ำให้พอดี ตรวจสอบสม่ำเสมอ

ตรวจสอบว่าไม่มีน้ำมัน รั่ว

ตรวจสอบสายไฟต่างๆ ว่าทำงานปกติ ไม่มีชำรุดบกพร่อง
สังเกตุอาการรถยนต์ว่าทำงานผิดปกติหรือไม่ ถ้าผิดปกติ ต้องพยายามเช็คว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

ตรวจสอบ ท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงว่าปกติไหม

ตรวจสอบกระโปรงหน้าว่ามีเขม่าดำ ติดอยู่รอบๆไหม ถ้ามีติดให้ตรวจสอบรถยนต์ทันที

มีสติขับรถยนต์ ปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ขับรถเร็ว ก็จะลดการเกิดอุบัติเหตุ

 

ประกันคุ้มครองหรือไม่ถ้าเกิดไฟไหม้รถยนต์

ประกันคุ้มครอง เฉพาะ
ประกันชั้น 1
ประกันชั้น 2
ประกันชั้น 2+

จะคุ้มครองกรณีเสียหายสิ้นเชิง คือเสียหายมากเกินกว่า 70% ไม่สามารถซ่อมแซมได้แล้ว คุ้มครอง ให้เงินประกัน 100% ของทุนประกัน

กับเสียหายบางส่วน
อันนี้ให้เลือกว่าจะรับเงินชดเชย หรือให้จ่ายค่าซ่อมแซมเพื่อให้ใช้งานได้เหมือนเดิม

ส่วนของประกันชั้น 3 กับ 3+ จะไม่ได้คุ้มครอง

 

ไฟไหม้รถยนต์ รถยนต์ระเบิด  เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด คาดฝัน  ควรทำประกันในส่วนนี้ไว้ เราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อไหร่ และพยายามป้องกันตามที่เราแนะนำข้างต้นไป เพียงเท่านี้ก็จะลดอาการเกิดไฟไหม้ หรือระเบิดในรถยนต์ได้

 

เรียนขับรถ ที่โรงเรียน จะดีที่สุด เพราะมีสนามฝึกซ้อมในตัว มีครูฝึกคอยแนะนำ

 

เครดิต
https://www.moneyguru.co.th/car-insurance/articles/ไฟไหม้รถยนต์เกิดจากสาเ/
https://www.tidlor.com/th/article/insurance-knowledge/auto-insurance/how-to-prevent-car-fire.html

เทคนิค ขับรถฝนตก ให้ปลอดภัย

เทคนิค ขับรถฝนตก ให้ปลอดภัย  ฤดูฝนเป็นอะไรที่ลำบากในการขับขี่ ไม่ว่าด้วยทัศนวิสัยที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ถนนลื่น การควบคุมรถ การเบรคต่างๆได้ลำบากมากขึ้น หลายๆคันเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยเมื่อเกิดฤดูฝน แต่สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าเดือนไหน หรือฤดูไหน สามารถเกิดฝนได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเราควรไม่ประมาท สำหรับมือใหม่จะกังวลเมื่อเกิดฝนตก แต่ถ้ารู้วิธี การขับรถตอนฝนตกก็ไม่ต้องน่ากังวล

ขับรถฝนตก

 

1.ใช้ความเร็วที่ต่ำกว่าขับปกติ

พื้นถนนจะทำให้รถนั้นลื่นกว่าปกติ การขับช้าลง ทำให้ความเร็วดูเทียบเท่าปกติ หรือช้ากว่า และทำให้สามารถควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น เบรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

2.เปิดไฟหน้าและไฟท้ายเพื่อส่องสว่าง

เพื่อเพิ่มการมองเห็น การที่ฝนตกหนักทำให้มองเห็นได้ยากขึ้น การเปิดไฟหน้าและไฟท้าย จะสามารถเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และให้รถคันหลังและคันหน้า เห็นรถเราได้ดียิ่งขึ้น ถ้าฝนตกหนักแบบมองอะไรไม่เห็นแล้วจริงๆสุดๆ ควร จอดหาที่หลบภัย

 

3.เว้นระยะห่างมากขึ้น

ขับรถปกติ เราจะมีช่องว่างเว้นระยะห่าง เพื่อเกิดเหตุจะได้เบรคได้ทัน หรือเผื่อช่องว่างไว้สำหรับเลี้ยวเปลี่ยนเลน แต่ถ้าฝนตกแล้ว จะต้องเพิ่มช่องว่างมากขึ้นเพราะถนนลื่น อาจจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่าของปกติ และเพื่อในการป้องกันน้ำจากรถคันอื่นมากระเซนโดนรถยนต์ของเรา

 

4.ระมัดระวังการใช้เบรค

ไม่ควรเหยียบเบรคทันทีทันใด รถอาจจะพลิกคว่ำได้ง่าย วิธีการเบรคให้ค่อยๆผ่อนคันเร่ง ค่อยๆลดความเร็วโดยเกียร์ที่ต่ำ แล้วค่อยๆ เหยียบเบรค การเบรคแบบนี้จะปลอดภัยที่สุด

 

5.ตรวจสอบสภาพยาง

ยางควรอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มีดอกยางที่ละเอียดดี ไม่ควรเกือบโล้น ไม่หมดอายุ ควรเลือกใช้ยางยี่ห้อดี คุณภาพดี

 

6.สภาพถนน

ควรขับรถยนต์สภาพถนนที่สมบูรณ์ดี ไม่ควรขับในแอ่งน้ำ หรือมีน้ำท่วม เพราะจะทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์อาจจะทำให้เครื่องยนต์เสีย ต้องเสียค่าซ่อมอะไรอีก ถ้าน้ำท่วมเกินล้อก็ไม่ควรฝืนขับ ควรเลี่ยงไปเส้นทางอื่นจะดีกว่า

7. ใบปัดน้ำฝน ควรอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้

ควรสังเกตุการใช้งานว่าสามารถรีดน้ำฝนได้ดีหรือไม่ มีเสียงดังไหมถ้าเสียงดังควรเปลี่ยน ใบปัดน้ำฝนเป็นตัวสำคัญอีกตัวนึงที่ทำให้เรามองเห็นรถยนต์คันอื่น สภาพถนน และสิ่งอื่นๆ รอบข้าง ถ้าไม่เห็นประสิทธิภาพ จะทำให้ขับรถยนต์ไม่ดี

 

8.น้ำฉีดกระจก

สำหรับเปิดในตอนที่ ก้านน้ำฝนปัดกระจกออกไม่หมด อาจจะเหลือโคลน หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ต้องใช้น้ำฉีดกระจกชะล้าง ควรฉีดในตอนที่รถจอดนิ่ง หรือขับรถเบาๆ ไม่ควรฉีดตอนรถวิ่งแรง อาจจะทำให้มองไม่เห็น อันตรายได้

 

การขับรถตอนฝนตกจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์  ต้องฝึกให้ชำนาญ  ทำตามขั้นตอนที่ครู โรงเรียนสอนขับรถ บอก  เพียงเท่านี้ก็จะปลอดภัย  ถึงที่หมายอย่างหายห่วง

 

เครดิต

https://unitedhonda.com/blog/8-วิธีขับรถขณะฝนตก-อย่างปลอดภัย
https://car.kapook.com/view240558.html

เทคนิคการเข้าโค้ง เข้าโค้งอย่างไรให้ปลอดภัย

เทคนิคการเข้าโค้ง เข้าโค้งอย่างไรให้ปลอดภัย  การขับรถไม่ว่าในตัวเมือง ต่างจังหวัด หรือขับรถเที่ยวตามแหล่งต่างๆ จะมีโค้งกันทั้งนั้น ทั้งโค้งแคบ โค้งกว้าง เราต้องศึกษาการเข้าโค้งให้ดีๆ และฝึกการเข้าโค้งให้ชำนาญ จะได้ไม่แหกโค้ง และปลอดภัย

เทคนิคการเข้าโค้ง

 

1.จัดท่านั่งให้ถูกวิธี และจับพวงมาลัยให้ถูก

การนั่งถูกวิธี การวางมือ การนั่ง การวางขาช่วยให้ คุณสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างทันท่วงที จับในแบบที่ถูกวิธี และคุณถนัด

 

2.ควรประเมินของโค้งข้างหน้าที่กำลังจะเข้าว่าเป็นอย่างไร

สังเกตุป้ายเตือน ข้างทาง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ว่าควรลดความเร็ว ให้ใช้ความเร็วเท่าไหร่ ก่อนการเข้าโค้ง ถ้าไม่มีป้ายเตือน ก็ควร มีสติ แล้วคำนวนความเร็ว ที่ไม่เร็วจนเกินไปนัก ลดความเร็วลง ก่อนการเข้าโค้ง

3.เช็คกระจกรถ

เช็คกระจกทุกฝั่ง ว่าไม่มีรถคันอื่นแทรกมา หรือไม่มีสิ่งกีดขวาง รอบๆ เมื่อสะดวกแล้วค่อยเข้าโค้ง ถ้าเห็นว่ามีรถพยายามเบียดเข้ามา เราควรชะลอความเร็ว และรอ จังหวะว่างๆ ค่อยเข้าโค้งดีกว่า

 

4.เปลี่ยนเลน

เปลี่ยนเลนให้อยู่ขอบนอกของโค้ง สมมุติ จะโค้งขวา ให้เปลี่ยนเลนมาซ้ายสุดเพื่อเข้าโค้ง เพื่อมีพื้นที่ในการเข้าโค้ง ที่เยอะเพียงพอต่อการเข้าโค้ง

 

5.การเร่งเครื่อง

ควรใช้ความเร็วต่ำเมื่อเข้าโค้ง ไม่ควรเร่งเครื่อง ตอนเข้าโค้ง เมื่อโค้งเสร็จแล้วสามารถเร่งเครื่องได้ ตอนเข้าโค้งสามารถแตะคันเร่งได้นิดหน่อย เพื่อประคองความเร็วเข้าโค้ง ไม่ให้เสียหลัก

 

6.การใช้เบรก

ควรเบรกก่อนเข้าโค้งเสมอ ไม่ควรใช้เกียร์ต่ำแล้วค่อยเบรก ควรเบรกก่อน และใช้เกียร์ต่ำลงมา ค่อยเข้าโค้ง
ไม่ควรเบรกกระทันหัน หรือเบรกแแรงเมื่อเข้าโค้ง ให้แตะเบรคเบาๆ เพื่อชะลอรถขณะที่เลี้ยว

 

7.สายตาโฟกัสที่จุด ของโค้งด้านใน

โฟกัสที่จุดกึ่งกลางของโค้งด้านในด้านหน้า แล้วขับไม่ให้แหกโค้ง

 

หากขับรถแล้วเสียหลักในตอนเข้าโค้ง ต้องมีสติ แล้วประคองรถ ให้อยู่บนถนน หรือเส้นทาง และค่อยๆชะลอความเร็ว ไม่ควรหมุนพวงมาลัยทันทีทันใด อาจจะส่งผลเสียให้รถเสียหลักมากขึ้น

แนะนำว่าควรฝึกการเข้าโค้งให้ชำนาญ ควรตรวจสอบเครื่องยนต์ ล้อรถยนต์ ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย ให้ปกติ

 

ถ้าท่านมีปัญหาเรื่องการเข้าโค้ง  ฝึกขับรถเองไม่มั่นใจในการขับขี่  สามารถ เรียนได้ที่โรงเรียนสอนขับรถ ไอไดร์ฟรังสิต  โดยมีครูฝึกสอนคอยประกบ  คอยบอกว่าควรทำอย่างไร จะได้ผลลัพท์ที่ดีกว่า

 

เครดิต

https://www.autostation.com/knowledge/6-cornering-technic

การใช้รถยนต์ยุคโควิด 19

การใช้รถยนต์ยุคโควิด 19 ช่วงนี้ไวรัสโควิด 19 ระบาดอย่างหนัก มีโนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนออกมาใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น การใช้รถโดยสารมีแนวโน้มลดลง การใช้รถยนต์ส่วนตัวถ้าไม่ดูแลดีๆ ก็ยังเสี่ยงเรื่องไวรัสโควิด 19 ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราควรดูแลระวังดังนี้

การใช้รถยนต์ยุคโควิด 19

การใช้รถยนต์ยุคโควิด 19 ให้ ล้างมือ ให้สะอาด

ก่อนขึ้นรถ อาจจะล้างน้ำสบู่ หรือแอลกอฮอ ก็ได้ ถูไปถูมาให้ได้เกิน 20 วินาที ทุกซอกทุกมุมของมือ จะทำให้มือสะอาด ปลอดเชื้อโรค

 

สวมหน้ากากอนามัย

เมื่อมีการเดินทาง 2 คนขึ้นไป ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า เพื่อป้องกันการติดต่อทางระบบหายใจ ถ้าไม่ใส่หน้ากากมีโทษปรับ แต่สำหรับเด็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบไม่แนะนำให้ใส่หน้ากาก เนื่องจากเด็ก ไม่รู้วิธีผ่อนคลาย หน้ากากเวลาหายใจไม่สะดวก

 

ล้างรถบ่อยมากขึ้น หรือให้สม่ำเสมอ

เนื่องจาก ถ้าคนมาจับรถ หรือ เชื้อโรคมาเกาะติดรถ มือเราอาจจะไปโดนได้ ควรหมั่นล้างรถประจำ เช็ดถูจุดเสี่ยงที่มือจะจับรถ ที่จับประตูทุกบาน

 

ทำความสะอาดด้านในรถยนต์

ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่ หรือ น้ำยาทำความสะอาดภายในรถ ทำความสะอาดทั้งหมด เน้น ที่มือจับประตู พวงมาลัย เบาะ ที่คาดเข็มขัด คอนโซล พรมเพดาน

 

นำรถยนต์ไปตากกลางแดด ระยะนึงก่อนใช้งาน

อย่างน้อย 20 นาที ไวรัส โควิด 19 ไม่ถูกกับแดด การนำไปตากแดด ก็อาจจะช่วยลดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นได้

 

พกแอลกอฮอลล์ แมส หน้ากาก สำรอง

ไปไว้ติดรถเสมอๆ เป็นอุปกรณ์สำคัญมาก

 

ถ้าต้องเปิดกระจก ให้ เปิด 2 บาน ให้อากาศ ถ่ายเท จะเป็นการดี

แวะพักนอกสถานที่ให้น้อยที่สุด เงินสด เงินทอน เมื่อได้รับจากคนอื่นให้ฉีดแอลกอฮอลล์ทุกครั้ง แต่ถ้าเป็นไปได้ ให้เปลี่ยนไปใช้ แอพใช้จ่ายผ่านแอพ แทนเงินสดจะดีที่สุด

 

ถ้ามีงบ ซื้อ เครื่องกรองอากาศรถยนต์  ติดตั้ง

จะทำความสะอาดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  และไว้รัสให้หมดสิ้นไป  กรองฝุ่น อากาศ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์  สารระเหยก่อมะเร็งต่างๆ  กรองอากาศให้บริสุทธิ์

 

การใช้รถยนต์ยุคโควิด 19  นอกจากนี้การใช้ชีวิตข้างนอกรถ ให้ใส่หน้ากากทุกครั้ง เป็นไปได้ก็ใส่ เฟสชิวด้วย และรักษาระยะห่างกับคนอื่นให้ได้มากกว่า 2 เมตร การกินข้าวกิน ร้อน ช้อนตนเอง ไม่ไปในพื้นที่คนแออัด พื้นที่เสี่ยง เมื่อรู้ว่ามีอาการเสี่ยงติดเชื้อให้ รีบไปตรวจโควิด 19 ถ้าผลตรวจติดโควิด 19 จะได้รักษาก่อนที่อาการจะหนัก และ ฉีดวัคซีนที่มีคุณภาพ ให้ครบกำหนด เพียงเท่านี้ ก็จะ ปลอดภัยจากโควิด 19

 

โรงเรียนสอนขับรถของเราได้รับมาตรฐาน  มีการป้องกันมาตรการโควิด 19  คุณสามารถขับรถเป็นได้อย่างแน่นอน  สอนทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ

 

เครดิต
https://unitedhonda.com/blog/ใช้รถอย่างไร-ให้ห่างไกลจากไวรัส
https://www.krungsriauto.com/auto/content/Jun-2021-Covid-19.html

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อคือ อะไร

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อคือ อะไรล้อเป็นส่วนล่างของรถยนต์ รถยนต์มี 4 ล้อ แบ่งเป็นหน้า 2 ล้อ หลัง 2 ล้อ เป็นส่วนสำคัญที่ต้องมีการเช็ค อย่างต่อเนื่อง ถ้ามีการสึก การเบี้ยว หรือดอกโล้น อาจจะเกิดความเสียหายในการขับขี่ได้

 

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อคือ

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ มีประโยชน์อย่างไร

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ เป็นประโยชน์ต่อรถยนต์มาก เพราะว่า รถยนต้องตั้งศูนย์ให้ตรง เป็นไปมาตรฐาน หากองศาเบี้ยว รถจะเอียง อาจจะขับออกนอกเส้นทางได้โดยง่าย และอาจจะเกิดยางสึกได้โดยเร็วกว่าความเป็นจริงขึ้นได้

การตั้งศูนย์ การตั้งศูนย์ ควรทำทั้งล้อหน้าและล้อหลัง แต่โดยทั่วไปล้อหน้ามีความสำคัญมากกว่า ต้องตั้งให้ตรง ทั้งล้อหน้าล้อหลังไปในทิศทางเดียวกัน ห้ามเบี้ยว ให้เกิดการบาลานต์กัน

การถ่วงล้อ การทดสอบ มีการใช้เครื่องถ่วง ปรับความสมดุล การสั่นสะเทือน ถ้าถ่วงล้อแล้วไม่สมดุล จะมีการถ่วงโดยใช้ตะกั่ว ถ่วงน้ำหนัก ติดที่ล้อ

อาการที่ควรตั้งศูนย์ช่วงล่าง

- พวงมาลัยมีการสั่น เมื่อขับขี่รถยนต์
- พวงมาลัย มีการเอียง โดยอัตโนมัติ โดยไม่มีสาเหตุ วิ่งทางตรงก็เอียง
- ความรู้สึกรถ ดูเอียงๆ
- เกิดอุบัติเหตุ ล้อมีการสึก หรือเสียหายเกิดขึ้น
- มีความผิดปกติ ที่ล้อยาง
- เปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้งควรตั้งล้อใหม่

การถ่วงล้อทำได้ สองวิธี คือ การถ่วงล้อด้วยเครื่อง ผ่านเครื่องมือ โดยให้ช่างเป็นคนทำ หมุนล้อให้สมดุล ติดตะกั่วถ่วง

การถ่วงล้อแบบจี้ประชิด โดยใช้เครื่องมือมาปั่นล้อ มีข้อดีคือไม่ต้องถอดล้อเพื่อหมุนหาสมดุล แต่การทำแบบนี้ค่อนข้างราคาสูง เหมาะสำหรับรถยนต์ที่อาการล้อสั่นค่อนข้างมาก

 

ราคาค่าตั้งศูนย์ถ่วงล้อ

ราคาตั้งศูนย์อยู่ที่ ประมาณ 200-600 บาท แล้วแต่อู่ แล้วแต่ศูนย์บริการ
ราคาถ่วงล้ออยู่ที่ประมาณ 50-120 บาทต่อล้อ แล้วแต่อู่ แล้วแต่ศูนย์บริการ

ควรตรวจสอบยางรถยนต์ เป็นประจำ ถ้า มีการผิดปกติควรซ่อมทันที ตรวจสอบโดยสายตาภายนอกว่า ยางดอกเริ่มหมดไหม หมดอายุแล้วหรือยัง ใช้ยางเกิดอายุแล้วหรือยัง

ตรวจสอบความดันลมยางให้พอดี โดนใช้เครื่องตรวจลมยาง ไม่ควรน้อยไปไม่ควรมากไป

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อคือ เป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อบความผิดปกติ ในการขับขี่จาก ล้อรถยนต์ ควรตรวจเช็คให้แน่ใจแล้ว ปรึกษาช่างที่คุณสะดวก ไม่ควรละเลยปัญหาเล็กๆ อาจจะส่งผลเสียขึ้นในภายหลังได้

 

โรงเรียนสอนขับรถของเรา นอกจากสอนขับรถ อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  ยังเน้นย้ำจุดปัญหาที่สำคัญในการขับขี่รถยนต์ให้คุณได้ดูแลรักษา แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

เครดิต
https://www.carsome.co.th/news/item/wheel-alignment

คลัตช์คือ อะไร คลัตช์หมดเป็นอย่างไร 

คลัตช์คือ อะไร คลัตช์หมดเป็นอย่างไร    คลัตซ์เป็นส่วนสำคัญสำหรับรถยนต์ทุกคัน ไม่ว่าเกียร์กระปุก หรือเกียร์ออโต้ มีหลายคนที่ไม่รู้ว่าเกียร์ออโต้มี คลัตซ์ด้วย ทำให้ไม่รู้ปัญหาเมื่อเกิดอาการคลัตซ์หมด

คลัตช์คือ

 

คลัตซ์ มีหน้าที่ ในการ ปรับเปลี่ยน ถ่ายทอดกำลัง ของเครื่องยนต์ แล้วไปยังตรงเกียร์ เพื่อให้รถยนต์ วิ่งในระดับความเร็ว ที่ต่างออกไปได้ ซึ่งเกียร์ออโต้ นั้น จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ความเร็วรอบรถยนต์ จะส่งผลเปลี่ยนเกียร์แบบออโต้

คลัตซ์ จะมีอายุใช้งาน 150,000 -200,000 กิโลเมตร

คลัตซ์หมด เราจะสามารถสังเกตุได้ดังนี้คือ
-เมื่อมีการเร่งเครื่องยนต์ในรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น จะสังเกตุเห็นว่าความเร็วที่ได้ลดลง ต่ำกว่าปกติ ในรอบเท่าเดิม

-รถไม่มีกำลังขึ้นทางชัน

 

วิธีการใช้คลัตซ์

- ถ้า มีการเปลี่ยนเกียร์ ให้เหยียบคลัตซ์สุด และค่อยปล่อยคลัตช์แบบช้าๆ
- ไม่ควรเหยียบคลัตซ์ แช่ หรือเหยียบเลี้ยง เมื่ออยู่ทางที่ชัน
- ไม่ควรเติมน้ำมันเครื่อง สูงกว่าเกณฑ์กำหนด
- ออกรถด้วยเกียร์ 1 ทุกครั้ง
-ไม่เข็นรถ เพื่อให้เครื่องติด
- ไม่ควรเหยียคลัทซ์ถ้าไม่จำเป็น เราควรเหยียบเมื่อเราต้องการเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น ไม่ควรเหยียบบ่อย ถ้าเหยียบบ่อย จะทำให้คลัทช์หมดเร็ว
-ไม่ควรพักเท้าที่คลัทช์ เป็นวิธีการที่ผิดที่หลายๆคนทำกัน ทำให้สึกหรอได้เร็ว

 

เรียนขับรถที่โรงเรียนสอนขับรถ ครูผู้สอนสอนอย่างละเอียด เน้นย้ำจุดที่สำคัญในการขับรถ  ช่วยให้นักเรียนจำขั้นตอนวิธีการขับได้อย่างอัตโนมัติ

 

https://carmana.com/blog/คลัตช์หมด-อาการเป็นอย่า/
https://topspeedtraining.wordpress.com/2011/06/20/คลัตช์ลื่นคลัตช์หมด/
https://www.sanook.com/auto/1827/

รีไฟแนนซ์รถยนต์คืออะไร คุ้มค่าหรือไม่

รีไฟแนนซ์รถยนต์คืออะไร    การซื้อรถยนต์เพื่อใช้งานเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ไม่ว่าไปทำงาน ทำธุระ ไปเรียน เที่ยว หรืออื่นๆ สะดวก แลรวดเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์โดยสารสาธาระณะ หลายคนไม่มีเงินเก็บที่จะจ่ายสดเพื่อซื้อรถยนต์ในทีเดียว ดังนั้นทางเลือกการกู้ซื้อรถยนต์ เป็นที่นิยมกัน สามารถลดอัตราดอกเบี้ย โดยการใช้รีไฟแนนซ์รถยนต์ได้

รีไฟแนนซ์รถยนต์คืออะไร เป็นการ ที่กู้เงินใหม่ เพื่อ นำมาชำระเงินคืนเงินกู้ก้อนเก่า และได้ผลประโยชน์ที่ดีเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยลดลง ระยะเวลาผ่อนสบายขึ้น ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ ค่าปรับต่างๆ ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งเราต้องคำนวนให้ดีว่า ถ้าเราชำระค่ารีไฟแนนซ์แล้วคุ้มกับ ทำให้ดอกเบี้ยลดลงหรือไม่ และการรีไฟแนนซ์ทำให้ได้รับเงินก้อน

ถ้าคำนวนแล้วว่าคุ้มค่าก็ทำเรื่องไปให้ธนาคารอนุมัติ

รีไฟแนนซ์รถยนต์คืออะไร

 

ขั้นตอนการทำเรื่องรีไฟแนนซ์รถยนต์

1.ลองคำนวน ดูว่าดอกเบี้ยเดิม กับดอกเบี้ยใหม่ ถ้าหักส่วนต่างแล้วคุ้มค่ากับการรีไฟแนนซ์หรือไม่

2.ทำเรื่องส่งเอกสาร ให้ธนาคารที่จะทำเรื่องรีไฟแนนซ์ ทำการตรวจสอบเครดิตบูโร

3.เมื่ออนุมัติแล้ว เราสามารถปิดบัญชีได้เลย

4.รับเงิน จากธนาคารใหม่

5.เมื่อได้เล่มมา ส่งให้ธนาคารใหม่ ทำเรื่องตามขั้นตอนต่อไป

 

การรีไฟแนนซ์ จะมีค่าใช้จ่าย ค่าปรับ 2-3% ถ้ามีการไถ่ถอนประกันก่อนระยะเวลา ค่าใช้จ่ายการประเมินหลักประกัน ค่าธรรมเนียม ค่าจัดการสินเชื่อ ค่าอากรสแตมป์

ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ดังนั้นให้ไปขอรายละเอียดกับธนาคารที่จะรีไฟแนนซ์แล้ววางแผน ให้รอบคอบ คำนวนให้ดี เพื่อความคุ้มค่าในการจ่ายเบี้ยประกันที่ถูกลง และระยะเวลาผ่อนนานขึ้น

โรงเรียนสอนขับรถ แถวรังสิต พร้อมสนาม พร้อมสอบใบขับขี่ช่วยให้คุณขับรถเป็นได้อย่างแน่นอน

ข้อควรคำนึงในการทำประกันรถ

ข้อควรคำนึงใน การทำประกันรถ  เราอยากได้ประกันรถที่ดีที่สุด ดังนั้นเราต้องพิจารณาให้รอบคอบหลายๆด้าน ว่าควรพิจารณาอะไรบ้าง

การทำประกันรถ

 

1.เครมง่ายไหม
ถ้าดูแต่ราคาถูกบางที เกิดปัญหาเครมยาก หรือเครมไม่ได้ ต้องตรวจสอบข้อนี้ให้ดีๆ

2.ความคุ้มครองดีไหม
ลองเปรียบเทียบความคุ้มครอง กับเบี้ยประกัน ของหลายๆบริษัท หลายๆแบบ ดู บางทีเราอาจจะเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย แต่ได้ความคุ้มครองมากขึ้น เยอะ

3.เครือข่ายอู่ซ่อม
ดูความสะดวกของอู่ในเครือข่าย ว่าใกล้เราไหม สะดวกไหม ถึงแม้ว่าเราสามารถซ่อมนอเครือได้ แต่เราจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเป็นอู่ในเครือก็สามารถซ่อมได้เลยไม่ต้องสำรองจ่าย

4.ประวัติการจ่ายเงินของอู่
บางอู่หมุนเงินไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหา ประกันจ่ายช้า ดังนั้นเราควรตรวจสอบอู่ที่เราสะดวกเข้าซ่อมก่อน ลองสอบถามดู

5.ราคา
เป็นสิ่งสำคัญ เปรียบเทียบหลายๆที่ดู บางทีเพิ่มเงินนิดหน่อย แต่ได้ ที่มีชื่อ บริการดี ไม่มีปัญหา ก็ดีกว่าราคาถูก แต่บางทีก็ราคาถูกก็มีของดีเหมือนกันต้องเลือกดีๆ

6.วงเงินประกัน
ต้องดูว่าได้วงเงินประกันเท่าไหร่ บางทีเราจ่ายแพงเกินความจำเป็น บางทีเราใช้ไม่ถึงมูลค่าวงเงินประกัน เราสามารถคุยเรื่องขอลดวงเงินประกันลงมาได้ จ่ายน้อยลง แต่ได้วงเงินประกันครอบคลุมการใช้งานเรา

7.คุณภาการให้บริการ กับบริการเสริม
บริษัทมีการให้บริการที่ดี พนักงานถึงที่เกิดเหตุไว เคลมเร็ว ให้คำแนะนำได้ดี ซึ่งต้องเปรียบเทียบการให้บริการแต่ละบริษัท

8.ชื่อเสียงบริษัทประกัน
ควรเลือกประกันที่มีชื่อเสียง เป็นที่นิยม มีรีวิวจากผู้ใช้งานจริง บริษัทเปิดมาแล้วหลายปี ซึ่งจะทำให้คุณมั่นใจได้ ว่าบริษัทต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ดังนั้นบริษัทจะต้องบริการคุณให้ดี เพื่อให้คุณบอกต่อคนอื่นได้ บางบริษัทเพิ่งเปิดอาจจะมีทุนหมุนไม่พออาจจะจ่ายล่าช้าได้ง่าย

โรงเรียนสอนขับรถของเรา มุ่งเน้นให้นักเรียนขับรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ไม่เป็นปัญหาต่อสังคมเมื่อออกท้องถนน

 

 

เครดิต
https://www.phithan-usedcar.com/usedcar_article_phithan.php?phithan_id=51
https://www.axa.co.th/checklist-before-buying-car-insurance

ระบบถุงลมรถยนต์ คืออะไร มีหน้าที่อะไร ทำงานอย่างไร

ระบบถุงลมรถยนต์ คืออะไร มีหน้าที่อะไร ทำงานอย่างไร หลายๆคนได้ยินคำว่าถุงลมนิรภัย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ทำงานอย่างไรแบบลึกๆ เรามีวิธีการทำงานแบบละเอียด มาดูกัน

ถุงลมนิรภัย เป็นถุงลม เป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันความปลอดภัยต่อชีวิตให้ผู้ที่ใช้รถยนต์ หรือนั่งในรถยนต์ระหว่างขับขี่ จากแต่ก่อนที่มีแต่เข็มขัดนิรภัย ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ ผู้ใช้งานรถยนต์กระเด็นออกนอกรถ เวลาเกิดการชน หรืออุบัติเหตุเพื่อป้องกันการบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิต แต่เมื่อใช้งานแต่เข็มขัดนิรภัย ก็เป็นไปได้ว่า คนใช้งานรถ จะถูกกระแทกภายในตัวรถ บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต เลยมีถุงลมนิรภัยนี้ขึ้นมา ช่วยเสริมป้องกันการกระแทก เป็นเหมือนหมอนที่รองรับ วัสดุมีความนิ่ม ยืดหยุ่น และมีการเกิดการขยายอัตโนมัติแบบเร็ว เมื่อเกิดการกระแทก หรือการชนรถยนต์ มีการวิจัยว่า รถที่ไม่มีถุงลมนิรภัย มีโอกาส บาดเจ็บ และเสียชีวิตมากกว่า

 

ระบบถุงลมรถยนต์

 

ถุงลมนิรภัย อยู่ตำแหน่งไหน

1.ถุงลมด้านหน้า อยู่ด้านหน้าฝั่งคนขับ และฝั่งด้านข้าง
2.ถุงลมด้านข้าง อยู่ตรงแผงประตู หรือเบาะนั่ง แล้วแต่รุ่น
3.ม่านถุงลม อาจจะมีราคาแพง จะช่วยในการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย ถุงลมจะพอง
4.ถุงลมป้องกันเข่าและขา อยู่ใต้พวงมาลัย ช่วยกันกระแทก ส่วนล่าง ป้องกัน ขาหัก หรือชนกระแทก
5.ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (ยังไม่ค่อยนิยมใช้กัน) ช่วยกันกระแทก พื้น กับผนังห้องโดยสาร

 

ถุงลมนิรภัยมีการทำงาน อย่างไร

ถุงลมนิรภัยทำมาจากถุงไนลอน หรือโพลีเอโมด์ อากาศ ภายในจะพองออกมาเมื่อเกิดการกระแทก อากาศภายในจะเป็นแก๊สไนโตรเจน เมื่อรถมีการกระแทก จะทำให้เซ็นเซอร์ทำงาน พองตัวเพื่อรองรับการกระแทก ภายในเสี้ยววินาที แก๊สถูกเก็บของแข็งว่า โซเดียมเอไซด์ บรรจุเข้าไปในส่วน inflator

โดยปกติแล้วถุงลมนิรภัยจะมีเซ็นเซอร์ที่ตัวรถยนต์ ว่ามีการชนแรงระดับไหนถึงทำงาน ถ้ามีการกระแทกไม่แรง ไม่ได้อยู่ในมุมที่กำหนด ก็อาจจะไม่เกิดการทำงานได้ ดังนั้นต้องอ่านคู่มือให้ดีๆ

โดยปกติแล้วความเร็วประมาณมากกว่า 20-50 กม.ต่อชม. ต้องอ่านคู่มือให้ดีๆ เพื่อความเหมาะสม

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการขับขี่รถยนต์คือ การมีสติอยู่ทุกขณะจิตเวลาขับ ไม่ขับรถเร็วจนเกินไป ไม่ประมาท เคร่งครัดกฎระเบียบจราจร การติดตั้งถุงลมนิรภัยก็ช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตที่จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

เรียนขับรถ กับโรงเรียนสอนขับรถ ไอไดร์ฟรังสิต ช่วยให้คุณปลอดภัย ทุกขั้นตอนถูกกั่นกรองจากครูสอนที่มีประสบการณ์ยาวนาน  คุณภาพ  ปลอดภัยหายห่วง

 

เครดิต
https://chobrod.com/tips-car-care/ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับ-ถุงลมนิรภัย-มันคืออะไร-ทำงานอย่างไร-มาหาคำตอบกันค่ะ-7742