วิธีประหยัดน้ํามัน

วิธีประหยัดน้ํามัน  ค่าน้ำมันบ้านเราค่อนข้างราคาแพง  ทำให้หลายๆคนเปลืองงบประมาณในการเติมน้ำมัน  เราคงเสียเงินค่าเราไปค่อนข้างเยอะ

วิธีประหยัดน้ํามัน

ตรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ

ทุกๆครั้งที่เราใช้รถยนต์ให้ตรวจเช็คเครื่องยนต์ทุกครั้ง  ถ้ามีอะไรบกพร่องเสียหายที่ควรจะซ่อมไหม  มีน้ำมัน รั่วหรือไม่  แบตเตอรี่  หม้อน้ำ  ระบบเบรค  ระบบไฟมีอะไรผิดปกติไหม

 

เร่งเครื่องเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรเร่งเครื่องยนต์  เนื่องจากการเร่งเครื่องยนต์ทำให้เปลืองน้ำมัน  ถ้าเราใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชม.  จะช่วยประหยัด ค่าน้ำมันได้มาก ถึง 25%

 

ไม่ควรติดเครื่องแช่เวลาจอดรถยนต์

ทำให้เปลืองน้ำมันค่อนข้างเยอะ  ไม่ดีต่อมลพิษ

 

เติมน้ำมันที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ของคุณ

ถ้าเติมผิดสูตรอาจจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

 

ตรวจเช็คลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ค่าลมยางต่ำกว่ามาตรฐาน 1 ปอนด์  จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานประมาณ 2-3 %

 

ไม่ควรบรรทุกของหนักเกินความจําเป็น

การบรรทุกของหนัก ทำให้รถต้องใช้กำลังลากไม่กล้าเร่งเครื่องสูง  และสิ้นเปลืองพลังงานเป็นอย่างมาก  ถ้าจำเป็นจริงๆก็ไม่ควรบรรทุกของหนักจนเกินไป  อย่าบรรทุกคนเกิน 7 คนตามที่กฎหมายกำหนด  จะทำให้รถหนักเกินไปด้วย

 

ถ้าเดินทางในระยะสั้นๆควรเปิดหน้าต่างแทนการเปิดแอร์ในรถยนต์  

จะช่วยประหยัดพลังงาน  หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นออกกำลังกายเดินแทน  หรือขี่จักรยานแทน

 

ศึกษาเส้นทางให้ละเอียดก่อนออกเดินทาง

การที่เราศึกษาเส้นทางรอบคอบ  จะทำให้เราไปจุดหมายได้โดย ตรง  อาจเข้าเส้นทางลัด ทำให้ถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น

 

การใช้ยางขอบธรรมดากินน้ำมันน้อยกว่าขอบใหญ่

 

ไม่ควรเปิดอุณหภูมิในรถยนต์ที่ต่ำเกินไป

เพราะกินไฟค่อนข้างมาก

 

ขับรถด้วยความเร็วคงที่

เครื่องขณะจอดรถ  ถ้าจอดรถนานก็  ควรดับรถไม่ควรติดเครื่องยนต์

 

ปรับเกียรเมื่อขึ้นทางชัน

ควรใช้เกียร์ D ในการขึ้นทางชัน จะเป็นการประหยัดน้ำมันโดยมาก  ไปหลายคนใช้เกียร์ L ในการขึ้นทางชัน จริงๆก็ไม่ได้ผิดอะไรเพลงของว่าจะเปลืองน้ำมันแค่นั้นเอง

 

เมื่อจอดรถ  อาจจะเลือกจอดไกลหน่อย

เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอด  ถ้าไกลเราก็เดินเอาเพื่อออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายไปด้วย

 

บำรุงรักษารถยนต์และเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามเกณฑ์ที่กำหนด

เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่กำหนดไว้  และตรวจสอบบำรุงรักษาเครื่องยนต์  รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ตามคู่มือที่ระบุไว้

 

การเติมน้ำมันเต็มถังไม่ได้ช่วยประหยัดน้ำมัน

ไม่คุ้มค่าในการเติมน้ำมันเพราะเติมน้ำมันแล้วหัวบวมน้ำมันจะล้นออกมาข้างนอกเวลาเติมเต็มถัง   การเติมน้ำมันเต็มถังส่งผลเสีย ต่ออายุการใช้งานที่เร็วกว่าปกติด้วย

 

วิธีประหยัดน้ํามัน  มีหลายวิธีเลือกตามที่คุณสะดวก  และพึงพอใจ เพียงเท่านี้คุณจะประหยัดน้ำมันลงได้มาก   สามารถปรึกษาครูผู้สอน โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ไอไดร์ฟรังสิตได้ ถ้าคุณเป็นนักเรียนโรงเรียนเรา

 

เครดิต

www.moneyguru.co.th/financial-tips/articles/วิธี-การประหยัดน้ำมัน/

www.nakpachonpai.com/content/5861/10-วิธีทำให้รถของคุณประหยัดน้ำมันขึ้นแบบไม่ต้องพึ่งตัวช่วย

services.th.totalenergies.com/th/5-withiiprahyadnammanngaay

www.carsome.co.th/news/item/ขับรถอย่างไรให้ประหยัด

คาร์ซีทควรติดตั้งตรงไหน

คาร์ซีทควรติดตั้งตรงไหน  ความรักษาความปลอดภัยในรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญ  พ่อแม่ที่มีรถยนต์มักจะเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อยได้นั่ง นอนบนรถยนต์ เราควรรู้วิธีติดตั้งคาร์ซีทให้ถูกวิธี  และติดตั้งบริเวณที่ปลอดภัยที่สุด

คาร์ซีทควรติดตั้งตรงไหน

คาร์ซีทคือป้องกันการกระแทก การบาดเจ็บ จนเสียชีวิต  สำหรับลูกน้อยของคุณ  หลายๆประเทศ  มีกฎหมายรองรับว่าต้องติดตั้งคาร์ซีท  สำหรับลูกน้อย  ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ได้จริงๆ  และปลอดภัยกว่าที่ไม่ติดตั้ง

 

ติดตั้งคาร์ซีทโดยหันไปทางข้างหลัง

ตามคำแนะนำ ของ สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา  ควรให้ทารกอายุ 0-2 ขวบ  หรือน้ำหนัก หรือส่วนสูงไม่เกินเกณฑ์  หันไปข้างหลัง เพราะว่าคอของทารกยังบอบบางอยู่  ถ้าคนขับรถ ขับแล้วเบรกแรง อาจจะส่งผลกระทบเป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้  วิธีการนี้ทารก เด็กของคุณอาจจะไม่ชอบนักในช่วงแรกๆเพราะ  ไม่เห็นหน้าพ่อแม่ของเค้า  วิธีดึงดูดให้นำของเล่น ล่อให้ลูกน้อยของคุณเล่นดึงความสนใจ  

 

ไม่ควรติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะหน้า

เพราะถุงลมนิรภัย  หรือถ้าเบรกไปกระแทกอาจจะเกิดอันตรายได้   เบาะหลังจะปลอดภัยกว่า

 

คาดเข็มขัดรัดนิรภัยให้ถูกต้อง และเหมาะสม

ไม่ควรคาดสายรัด ให้แน่นจนเกินไปหรือหลวมจนเกินไปนัก  ให้สายรัดแต่พอดี สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้

 

ติดตั้งตามคู่มือที่ให้ไว้  

ตามมาตรฐานของคาร์ซีทนั้นๆ  หรือก่อนซื้อควรให้พนักงานติดตั้งให้เพื่อความมั่นใจ

 

ควรเลือกคาร์ซีทให้เหมาะกับวัย

คาร์ซีทแต่ละแบบจะเหมาะกับคนละวัย คนละอายุ  ควรเช็คให้แน่ใจ  และควรใช้ให้เหมาะสม

 

คาร์ซีทควรติดตั้งตรงไหน จากการวิจัย อุบัติเหตุจริงช่วงปี 1998 -2006 ในอเมริกา  ของเด็กอายุ 0-3 ปี  ผลการทดลองปรากฎว่า ที่นั่งตรงกลาง ของเบาะหลัง มีความปลอดภัยที่สุด  โอกาสได้รับการบาดเจ็บน้อยกว่าจุดอื่น  เพราะตรงกลางส่วนใหญ่แล้วจะไม่ถูกกระแทก  แต่ถ้าด้านข้างจะถูกกระแทก  และเบาะข้างที่นั่งคนขับจะอันตรายที่สุด  เพราะ Air bag ทำงาน อาจจะเกิดการกระแทกอันตรายต่อลูกน้อยหายใจไม่ออก

 

อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา  ทุกสถานที่  ส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินขึ้นได้  การเลือกซื้อคาร์ซีทที่ดี  ที่ได้รับมาตรฐาน สามารถปกป้องลูกน้อยของคุณได้ระดับนึง  แต่ไม่ใช่ว่าได้ 100%   คุณควรหาซื้อมาติดตั้งตามความเหมาะสมกับลูกน้อยของคุณ  

 

เรียนขับรถ ให้คล่องเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ที่ไอไดร์ฟรังสิต

 

เครดิต

https://www.penguin992.com/article/3/วางคาร์ซีทที่ตำแหน่งไหนปลอดภัยมากที่สุด-2

https://www.tqm.co.th/blog/มีเด็กร่วมเดินทางไกลคาร์ซีทควรติดตั้งตรงไหน

www.babygiftretail.com/การติดตั้งคาร์ซีท-ทำอย่างไรให้ถูกวิธี/

 

 

วิธีเช็คแอร์รถยนต์รั่ว แก้ปัญหาได้อย่างไร

วิธีเช็คแอร์รถยนต์รั่ว  เมื่อสตาร์ทรถยนต์สิ่งแรกที่คนต้องนึกถึงคือแอร์  แอร์เป็นส่วนช่วยปรับอากาศภายในรถยนต์ ซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจ  กับสภาพกายในการขับรถ  ถ้าไม่เปิดแอร์ เราอาจจะร้อนตับแลบ  หงุดหงิดหัวเสียระหว่างขับรถ ไม่เป็นอันขับรถได้ดี  ถ้าเปิดแอร์แล้วแอร์ไม่เย็น  หรือไม่ติด ก็เกิดอาการหัวเสียได้เช่นกัน  คุณคงไม่อยากขับรถขณะที่รถยังมีอาการแอร์เสีย   แอร์รั่วอยู่   คุณควรเช็คดูว่าแอร์รั่วอยู่หรือไม่

วิธีเช็คแอร์รถยนต์รั่ว

 

เมื่อรถยนต์แอร์เสีย  หรืออาการแอร์รถยนต์รั่ว

 เราจะรู้ได้จากการที่แอร์ไม่เย็น  ข้อต่อแอร์มีรอยรั่ว  หรือมีลมออก   ควรเช็ค  

  • อายุการใช้งานของแอร์รถยนต์  ถ้าใช้งานเกินกำหนดอาจจะส่งผลเสียทำให้แอร์รั่วได้  ถ้าใช้งานไปนานๆจะมีคราบสิ่งสกปรกติดอยู่ที่ตัวแผงแอร์
  • แผงระบบทำความสะอาดเสื่อมสภาพ  คราบสกปรกอาจจะออกมาจากน้ำแอร์ทำให้แผงระบบทำความสะอาด ทำงานเสียหาย
  • รอยต่อท่อแอร์ เกิดการรั่ว  หรือขัดข้อง  ควรจะเปลี่ยน  ถ้าปล่อยไว้จะเกิดการ  รั่วน้ำยาแอร์  
  • ตรวจสอบน้ำยาแอร์ ว่ามีอยู่ในระดับปกติหรือไม่  ถ้าพร่องเกินไป  ควรจะเติมให้อยู่ในระดับปกติ  ไม่ควรเติมจนล้น  ควรใช้น้ำยาแอร์ที่ได้มีประสิทธิภาพ   โดยทั่วๆไปแล้วน้ำยาแอร์ควรตรวจเช็คทุกๆ 1-2 ปี  ดูที่แผงทำความร้อนหน้ารถ  จะมีช่องตรวจสอบ 
  • ล้างแอร์ทำความสะอาดเป็นประจำ  พวกคราบต่างๆ สิ่งสกปรก สนิมต่างๆ  ทำความสะอาด   หรือคุณสามารถใช้บริการที่ศูนย์บริการได้  ค่าบริการประมาณ 1,500 บาทต่อครั้ง  
  • ล้างอัดฉีดรถยนต์ เป็นการแก้ไขวิธีปัญหาทางอ้อม  ช่วยให้รถยนต์สะอาดขึ้นได้  สิ่งสกปรก คราบต่างๆหลุดออกไป อาจจะมีเศษผงต่างๆ  ตรงแผงระบายความร้อนหลุดออก  ทำให้แอร์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น  ถึงแม้อาจจะส่งผลนิดหน่อยก็ส่งผล 
  • น้ำสบู่ลูบไปบริเวณท่อส่งแอร์ดูว่ารอยรั่วอยู๋ตรงไหนแล้วแก้ไขตรงนั้น

วิธีเช็คแอร์รถยนต์รั่ว  ลองเช็คตามขั้นต้นดู  ตรวจสอบเช็คเบื้องต้น และทำความสะอาดแก้ไขเบื้องต้นดูก่อนว่า  แก้ไขได้ไหม  ถ้าไม่สามารถตรวจเช็ค หรือไม่กล้าเช็ค ให้ใช้บริการที่ศูนย์เช็คสภาพรถ  หรือศูนย์บริการ  ให้ช่วยเช็คให้

การซ่อมแอร์ควรซ่อมในจุดที่มองด้วยตาเปล่าสามารถเห็นก่อน ที่แก้ไขได้  ในส่วนที่มองไม่เห็นพวกคอยล์เย็น คอยล์ร้อน ต้องรื้อแผง  ให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนทำดีกว่า  ถ้าคุณแก้ไขเองคุณควรไปเช็คซ้ำที่อู่หรือศูนย์บริการ เพราะมีบางส่วนที่เราทำไม่ละเอียด การให้ช่างผู้ชำนาญการดูแลให้จะส่งผลที่ดีกว่า

 

เรียนขับรถ กับโรงเรียนสอนขับรถ  กับมืออาชีพด้านการขับรถ  มีประสบการณ์ในการขับขี่และการสอนอย่างยาวนานที่ไอไดร์ฟรังสิต

 

เครดิต

https://www.sanook.com/auto/63753/

https://www.thaicarlover.com/5-ข้อง่ายๆ-ตรวจเช็คแอร์รถยนต์ด้วยตนเอง/58850

https://khaorot.com/car-care-and-maintenance/แอร์รถยนต์รั่ว-รั่วได้ไง-รั่วจากตรงไหนบ้าง-aid20210817152001373

https://www.tqm.co.th/blog/แอร์รถยนต์รั่วเกิดจากอะไรแก้ยังไงดี/

ผ้าเบรคควรเปลี่ยนตอนไหน

ผ้าเบรคควรเปลี่ยนตอนไหน  ผ้าเบรค เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเบรครถยนต์  อยู่ระหว่างคันขาเบรค กับดรัมเบรค   ผ้าเบรคไปกดจานเบรค  เพื่อให้ล้อรถหยุดหมุน  ถ้าเราใช้รถไปเรื่อยๆ  การเหยียบเบรคจะมากขึ้น  ผ้าเบรคจะมีการเสื่อมสภาพ  มีการหมด  ถ้าผ้าเบรคเสื่อมสภาพ  การเบรคจะเสีย  ไม่ได้ตามที่คาดหวัง  เบรคอาจจะแตก  หรือเบรคตอนถนนลื่นไม่ได้มีประสิทธิภาพ หรือลงเขาเบรคไม่อยู่  

ผ้าเบรคควรเปลี่ยนตอนไหน

 

 

วิธีเช็คว่าผ้าเบรคคุณเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

  • มีไฟสัญญาณเตือนที่หน้าคอนโซล

เป็นวิธีการตรวจสอบเบื้องต้น  ถ้าผ้าเบรคหมดจะมีไฟสัญญาณแจ้งเตือนว่าหมด ให้เปลี่ยน

 

  • เหยียบเบรคแล้วรู้สึก  รถหยุดช้ากว่าที่เคยเป็น

ถ้าคุณลองเหยียบเต็มแรงแล้วรถไม่หยุด  หรือเหยียบเบรคแล้วหยุดไม่ได้ดั่งใจ

 

  • เมื่อเหยียบเบรคแล้วรู้สึกพวงมาลัยสั่นสะเทือน

ผ้าเบรคจะสัมผัสกับจานเบรคได้ไม่ปกติ  ทำให้รู้สึกสั่นพวงมาลัยเวลาขับรถ

 

  • เบรคแล้วรู้สึกมีเสียง ดัง

เมื่อรู้สึกมีเสียงดัง แสดงว่าผ้าเบรคหมดจน  เหล็ก  ไป สีกับจานเบรค  

 

  • ตรวจจากน้ำมันเบรค ว่ารั่วหรือไม่

เช็คความผิดปกติจากน้ำมันเบรค ว่ารั่ว ซึมออกมาหรือไม่  หากน้ำมันเบรครั่วหรือหมด  ผ้าเบรคจะไม่ทำงาน  หรือทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ  รถของคุณอาจจะเบรคไม่อยู่

 

  • จำว่าเปลี่ยนผ้าเบรคตอนกิโลเมตรที่เท่าไหร่  

โดยทั่วๆไปแล้วผ้าเบรคควรเปลี่ยนทุกๆ 25,000 กิโลเมตร  ถ้าถึงระยะที่กำหนดก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว

 

  • เบรคแล้วรู้สึกมีกลิ่นเหม็นๆ หรือกลิ่นไหม้

ก็เป็นไปได้ว่าผ้าเบรคเสื่อมสภาพ  ควรเปลี่ยนทันทีไม่ควรรอ  

 

  • เหยียบเบรคหลายครั้ง ถึงชะลอ  

หรือเหยียบเบรค ต้องเหยียบลึกกว่าที่เคยทำปกติ  ถึงจะเบรค  ก็ควรมองว่าผิดปกติ  ควรไปเช็คเพื่อความมั่นใจ  

 

  • ดึงเบรคมือสูงกว่าปกติ  

เป็นสัญญาณเตือนอีกตัวนึง  ว่าคุณควรจะเปลี่ยนผ้าเบรคได้

 

  • ผ้าเบรคมีความหนาน้อยกว่า 4 มม.

ควรจะเปลี่ยน  หรือน้อยกว่า 30% ควรเปลี่ยน

 

  •  มีรอยร้าวที่จานเบรค  

ถ้ามีรอยร้าวควรเปลี่ยนทันที ไม่ต้องรอถึงระยะ หรือรอมีเหตุอื่น

 

ผ้าเบรคควรเปลี่ยนตอนไหน  ควรเปลี่ยนตอนที่เหมาะสมที่บอกปัญหาข้างต้น  ควรจะเปลี่ยนทันที   เบรค เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอันดับต้นๆของรถยนต์  ถ้าไม่มีเบรค  รถอาจจะขับชน สิ่งต่างๆ ได้   การมีเบรคที่ดีช่วยให้คุณเซฟ ทรัพย์สิน เงินทอง  และชีวิตของคุณไว้  คุณควรให้ความสำคัญ  สังเกตุเบรคของคุณ   และทำประกันรถยนต์คุ้มครองไว้อีก  เพื่อความปลอดภัย  

 

โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ไอไดร์ฟรังสิต สอนขับโดยครูผู้ชำนาญการ  ขับขี่ปลอดภัยหายห่วง  เป็นแน่นอน 

 

เครดิต

https://www.bridgestone.co.th/th/tire-clinic/drivers-essential/when-to-replace-brake-pads#

https://smileinsure.co.th/blogs/ควรเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อไร

https://www.bolttech.co.th/blog/เปลี่ยนผ้าเบรคตอนไหนดี

 

แอร์รถมีกลิ่นเปรี้ยว  แก้กลิ่นอับในรถ อย่างไรดี

แอร์รถมีกลิ่นเปรี้ยว แก้กลิ่นอับในรถ อย่างไรดี  ปัญหาที่มักเจอกับช่วงหน้าฝนก็คือแอร์ในรถยนต์มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว  กลิ่นอับ  ควรแก้ไขอย่างไรดี  

  • จอดรถประมาณ 5 นาทีแล้วใช้ปุ่มกดไล่ความชื้น 
  • เปิดแอร์ไม่แรงจนเกินไป  แอร์แรงจะทำให้เกิดความชื้น ขึ้นได้
  • ถ้าพบว่ามีกลิ่นออกมาจากแอร์  ให้ลองล้างตู้แอร์ดู  แต่แนะนำให้นำเข้าศูนย์บริการช่วยล้างจะดีกว่า  ล้างเองอาจจะยาก  
  • นำรถไปตากที่กลางแดด  แล้วเปิดประตูระบายอากาศทั้ง 4 ด้าน
  • เก็บของที่ไม่จำเป็นออกจากรถก่อน  แล้วจึงนำเอาเครื่องดูดฝุ่นสำหรับรถยนต์ดูดฝุ่น    
  • และทำความสะอาดเบาะ  คอนโซล  ทั่วทั้งรถ
  • สำหรับเบาะหนัง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดให้ทั่ว  แต่ถ้าตัวไหนมีสกปรกให้ใช้ น้ำสบู่และแปรงสีฟันขัด 
  • นำเอาพรมรถยนต์ไปล้าง ทำความสะอาด  ผึ่งแดดให้แห้ง บางทีอาจจะเป็นปัญหาที่พรมรถยนต์
  • ถอดกรองแอร์ออกมาล้างให้สะอาด  กรองแอร์ควรเปลี่ยนทุกๆ 30,000 กิโลเมตร
  • ใส่ถ่านหุงต้ม  ไว้ในรถ ช่วยลดความชื้นได้ดี
  • ใช้สเปรย์ปรับอากาศรถยนต์ทั่วบริเวณภายในรถยนต์
  • นำเอาน้ำส้มสายชูเปล่าใส่แก้ว  หรือผสมน้ำ 1 ต่อ 1  วางไว้ในรถประมาณ 2 ชั่วโมง  หรือฉีดพ่นในรถ  จะทำให้ลดกลิ่นเหม็นอับได้
  • ใส่ดอกไม้หรือสมุนไพร  เช่นดอกใบเตย  ดอกมะลิ  สามารถกลบกลิ่นเหม็นอับได้
  • ใช้กล่องดูดความชื้นวางไว้ในรถยนต์
  • ทิ้งเบคกิ้งโซดาหรือผงฟูไว้ในรถ จะช่วยลดความเหม็นอับได้
  • หรือใช้กากกาแฟ อบแห้ง  ช่วยลดกลิ่นอับในรถยนต์ได้เช่นกัน  นำมาห่อใส่ผ้า แล้ววางในรถยนต์
  • หรือใช้ผ้าห่อถ่านไม้ ช่วยลดกลิ่นอับได้

หมายเหตุ การสูดดมน้ำหอมกิ่นแรงๆเป็นการทำลายสุขภาพ อาจจะทำให้มึนศีรษะ   หรืออาจจะส่งผลทำให้เกิดสารก่อมะเร็งขึ้นได้

น้ำหอม การบูร พิมเสน  เป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาไว้ในรถ ช่วยดับกลิ่นได้จริงแต่เครื่องยนต์ทำงานหนัก

  • หลีกเลี่ยงนำเอาอาหารที่กลิ่นจัด  นำมากินหรือเก็บไว้บนรถ  อาจจะส่งผลเสียต่อกลิ่น   กาแฟ ที่มีส่วนประกอบเป็นนม  ถ้าทิ้งไว้นานๆ ส่งผลกระทบต่อกลิ่นได้เช่นกัน   ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ  ถ้าหก  บนรถ  ควรจะเช็ดออกทันที ไม่ควรทิ้งไว้   อาจจะส่งผลต่อกลิ่นเหม็นเปี้ยว   
  • ผ้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ  ทำให้มีกลิ่นอับ  เหม็น  ควรเปลี่ยนเสื้อ  ก่อนขึ้นรถ  แล้วเก็บเสื้อที่มีเหงื่อใส่ถุง  
  • สัตว์เลี้ยงที่รักของคุณ  ถ้านำเอามาขึ้นบนรถ อาจจะทำให้  มีกลิ่นสัตว์ติด หรือน้ำลายสัตว์  เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้

แอร์รถมีกลิ่นเปรี้ยว  ลองแก้ไขตามวิธีที่บอกขั้นต้น   ถ้ายังไม่หาย ลองปรึกษา ที่ศูนย์บริการรถยนต์   สำหรับบุคคลทั่วไปที่ฝึกหัดขับรถ  เรียนขับรถที่โรงเรียนสอนขับรถ ไอไดร์ฟรังสิตดีที่สุด  มีสนามให้ทดสอบ  ฝึกอบรม พร้อมสอบใบขับขี่

 

เครดิต

https://www.easycompare.co.th/articles/auto-updates-and-tips/odor-in-car

www.dtc.co.th/ความรู้โลจิสติกส์/แอร์รถยนต์เหม็นอับทำไงดี/

https://www.bolttech.co.th/blog/5-วิธีแก้ปัญหาแอร์รถยนต์มีกลิ่นเหม็นอับ

ลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถ  แก้ไขยังไงดี

ลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถ  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ที่คุณจะลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถยนต์ หลายคนหงุดหงิดทำอะไรไม่ถูกทางเรามีวิธีแก้มาบอก

ลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถ

 

1 ตั้งสติให้ดี  และ ลองแก้ไขเบื้องต้น

ลองเช็คดูดีๆว่าคุณลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถยนต์จริงหรือไม่  บางทีอาจจะอยู่ในกระเป๋าในส่วนลึกคุณโดยที่คุณลืมค้นหาในส่วนนั้น  ลองค้นหาดูดีๆก่อน  ถ้าคุณลืมกุญแจรีโมทในรถยนต์จริง  ให้ลองเปิดประตูทั้ง 4 ด้านทั้งหมดว่าล็อคประตูหมดหรือไม่  แล้วลองเช็คดูว่าเรามีเก็บกุญแจสำรองไว้ตรงไหนหรือเปล่า  ถ้าไม่มีรถใหม่อาจจะลองถามตัวแทนขายรถว่ามีเก็บกุญแจสำรองไว้หรือไม่

 

2 ติดต่อบริการศูนย์ความช่วยเหลือ

อาจจะอยู่ในรูปแบบของประกัน  หรือสิทธิประโยชน์จากการทำบัตรเครดิต  ต้องเช็คดีๆว่าเรามีครอบคลุมเงื่อนไขการลืมกุญแจไว้ในรถหรือไม่  โดยทั่วไปแล้วศูนย์ความช่วยเหลือจะมีช่าง สำหรับแก้ไขเรื่องกุญแจรถยนต์

 

3 ลองปลดล็อครถยนต์ด้วยตนเอง

หาตัวร้อนในรถยนต์เป็นแบบเงี่ยง  ให้ลองใช้เชือกเส้นเล็กๆผูกที่ปลายสอดเข้าไปใน มุมขอบประตูรถแล้วลองกระตุกดึงออก  

 

อาจจะลองใช้แผ่นวัดความดัน ซอยส่วนป้ายไปที่ขอบประตู แล้วเปิดเครื่องวัดความดันเพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างประตู   แล้วใช้ไม้แขวนเสื้อเกี่ยวเงี่ยง  เพื่อปลดล็อกประตู

 

4 ถ้ามีเด็กหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ภายในใครทุบกระจกรถ

ในกรณีฉุกเฉินจริงๆเมื่อมีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือสัตว์เลี้ยง  ที่ไม่สามารถบอกให้เปิดประตูออกมาเองได้  ควรจะทุบกระจกรถให้แตกโดยเร็วเพื่อที่รักษาชีวิตของคนภายใน  แต่อย่างไรก็ตามต้องประเมินสถานการณ์ถ้าสามารถรอหน่วยฉุกเฉินในการให้ความช่วยเหลือได้ก็ควรรอก่อน  ขอถ้าถูกกระจกโดยที่ไม่มีประสบการณ์เราอาจจะทำให้เกิดผลเสียกระจกอาจจะไปบาดคนภายในถูกได้    แต่ถ้าระยะเวลานานเกินไปไม่ได้ก็ควรจะทุบกระจก  โดยอาจจะหาของหนักๆ แหลมคม  เช่นไม้กอล์ฟ  ไขควง  ก้อนหิน  ให้เลือกทุกกระจกในส่วนที่อยู่ห่างออกจากเด็กหรือสัตว์เลี้ยง  

 

ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่จะมีระบบส่งสัญญาณ  หรือ Keyless Entry ถ้าลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถยนต์รถจะไม่ล็อก ติดตั้งสัญญาณกันขโมยไว้รถบางรุ่นก็ล็อคได้    รถบางรุ่นสามารถติดตั้งกับเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น   ถ้าลืมรีโมทไว้ภายในสามารถกด Application เพื่อให้รถเปิด ได้

 

ลืมกุญแจรีโมทไว้ในรถ  คุณควรตั้งสติให้ดีแล้วทำตามขั้นตอนที่เราแนะนำ  ทุกปัญหาแก้ไขได้แน่นอน  แต่ถ้าคุณยังไม่มีรถ ยังขับรถไม่เป็น  เรียนขับรถ  ที่โรงเรียนสอนขับรถ ไอไดร์ฟ รังสิต  ได้รับมาตรฐานคุณภาพสากล

 

เครดิต

https://www.tqm.co.th/blog/ลืมกุญแจไว้ในรถต้องทำอย่างไร

https://www.roojai.com/article/driving-tips/forget-a-car-key-in-the-car/

วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์  มีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง

วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์  แบตเตอรี่เป็นส่วนสำคัญถ้าไม่มีแบตเตอรี่  รถจะไม่สามารถใช้งานได้  เราควรให้ความสนใจ  เอาใจใส่  ถ้าไม่มีแบตเตอรี่รถจะพังได้

แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์สำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังรถยนต์  ลักษณะทรงสี่เหลี่ยม ส่วนประกอบคือไฮโดรมิเตอร์  น้ำกรด    แบตเตอรี่ให้กระแสไฟฟ้ารถยนต์ทำให้เครื่องยนต์สามารถติดขึ้นได้  ระบบไฟฟ้าต่างๆส่งผ่านไปยังไดชาร์จ  

  วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์

 

 

ส่วนประกอบของแบตเตอรี่มีดังนี้คือ

ขั้วแบตเตอรี่  ,แผ่นธาตุลบ ,แผ่นกั้น  ,แผ่นธาตุบวก ,จุกปิด ,เปลือกหม้อและฝาหม้อ ,ขั้ว

 

ชนิดแบตเตอรี่  คือ

แบตเตอรี่แบบธรรมดา  , แบตเตอรี่แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่น  

 

วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์

1 เช็คสภาพภายนอกแบตเตอรี่รถยนต์ว่าปกติดีหรือไม่   ไม่มีรอยแตกรอยร้าว  ไม่มีบวม  มีน้ำไหลออกมาหรือไม่  รั่วซึมไหม

 

2 ทำความสะอาดที่ขั้วแบต

ดูว่ามีสิ่งสกปรก หรือขี้เกลือติดหรือไม่  ถ้ามีให้ทำความสะอาดโดยราดน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นไปบริเวณขั้วแบต  แล้วใช้แปรงสีฟัน ขัดจนสะอาดดี  เช็คแห้งและใช้จารบีทา

 

3 เช็คน้ำกลั่นให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

เช็คน้ำกลั่นให้อยู่บริเวณที่พอเหมาะไม่มากจนเกินขีดจำกัด  และไม่น้อยจนเกินไป  ถ้าน้อยเกินไปให้เติมน้ำกลั่นให้พอดีกับปริมาณ   ห้ามใช้น้ำกรด โดยเด็ดขาด

 

4.ตรวจวัดกระแสไฟอยู่สม่ำเสมอ

ดูว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือไม่  หรือมีปัญหาอื่นไม่หรือมีปัญหา  เก็บกระแสไฟไหม

 

5.ตรวจเช็คระบบชาร์จไฟ

ตรวจสอบระบบไฟมีปัญหาไหม  ถ้าสูงไปน้ำกรด น้ำกลั่นอาจจะระเหยได้เร็ว แต่ถ้า ต่ำไปอาจจะส่งผลให้สตาร์ทรถไม่ติด

 

6 ตาแมวแบตเตอรี่

ถ้าเป็นสีแดงหรือสีส้ม แบตเตอรี่จะหมดหรือมีปัญหาให้รีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยน  แต่ถ้าเป็นสีน้ำเงินแบตเตอรี่อยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติ

 

7.ไม่ใช่รถเดินทางระยะสั้นบ่อยครั้ง

ถ้าใช้รถเดินทางระยะสั้นทำให้ไม่มีเวลาที่ชาร์จแบต กำลังไฟหาย  ส่งผลเสียให้ แรงดันลดลงบ่อย  เมื่อบ่อยครั้งอาจจะทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้

 

8.รักษาความสะอาดแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ควรอยู่ในสภาพที่แห้ง  ไม่มีฝนไม่มีน้ำเกาะบริเวณแบตเตอรี่  ถ้าแบตเตอรี่สกปรกให้ใช้ผ้าเช็ด 

 

9 หลีกเลี่ยงการจอดรถในที่แสงแดดจ้า

อุณหภูมิที่ร้อนจัดส่งผลเสียทำให้น้ำในแบตเตอรี่ระเหยออกได้เร็ว เมื่อน้ำในแบตเตอรี่ระเหยออกต่ำกว่าเกินอาจจะส่งผลเสียต่อการใช้งานได้

 

10 อย่าทิ้งรถโดยที่ไม่ได้ขับนาน

โดยปกติแล้วสัปดาห์นึงควรจะสตาร์ทรถอย่างน้อย 1 ครั้ง  เพื่อไม่ให้ประจุไฟแบตเตอรี่หายไป  ถ้าไม่ได้ขับรถกลัวน้ำมาสตาร์ทอย่างน้อย 15 นาที

 

โรงเรียนสอนขับรถ ของเราได้รับมาตรฐาน เรียนจบได้รับใบขับขี่ได้  ใช้เวลาเรียนไม่นาน เป็นเร็ว\

 

 

เครดิต

https://www.fastbatt.net/content/5379/7-เคล็ดลับการบำรุงรักษาแบตเตอรี่รถยนต์-

https://www.autospinn.com/2020/03/6-tip-extend-battery-life-77805

https://masii.co.th/blog/วิธีดูแลแบตเตอรี่รถ

masii.co.th/blog/วิธีดูแลแบตเตอรี่รถ

วิธีดูยางเปอร์เซ็นต์  ยางเปอร์เซ็นต์ หรือยางรถมือสอง เป็นยางทางเลือกสำหรับคนที่มีงบจำกัด

วิธีดูยางเปอร์เซ็นต์  ยางเปอร์เซ็นต์ หรือยางรถมือสอง เป็นยางทางเลือกสำหรับคนที่มีงบจำกัด และต้องการของที่ใช้งานได้  ซึ่งของดีคุ้มค่าต่อราคาก็มี ส่วนของที่ย้อมแมวมาขายราคาถูกก็มีเช่นกัน เราควรรู้  

วิธีดูยางเปอร์เซ็นต์

 

ยางเปอร์เซ็นต์ หรือยางรถมือสอง มาจากหลายแหล่งเช่น  เจ้าของไม่ชอบลายดอกยางเลยนำมาขายราคาถูก   เจ้าของอยากเปลี่ยนล้อใหม่ เลยขายยาง   ยางที่ใช้งานจนเจ้าของไม่อยากใช้ต่อ  หรือยางที่นำเข้าจากต่างประเทศ

 

ยางเปอร์เซ็นต์ หาซื้อได้ตาม ร้านปะยาง ร้านขายล้อแม็ก ปั้มน้ำมัน  เว็บไซต์ต่างๆ

 

1.ดูดอกยางว่าดอกยางอยู่ในสภาพดีหรือไม่  เหลือเยอะไหม  เหลือประมาณกี่เปอร์เซ็น โดยอาจจะใช้ไม้บรรทัดวัดดู  แต่ต้องสังเกตุให้ดีบางร้านอาจจะย้อมแมวโดยการแกะลายเพิ่มเติมลงไปบนดอกยาง

 

2.ยางปีเก่าๆ  ที่ดอกเหลือเยอะ   ให้เช็คความนุ่ม แข็ง  ของยาง  ว่า นุ่มแข็ง มากน้อยแค่ไหน ให้ลองจิกเล็บตัวเอง ลงไปว่า รู้สึกแข็งไหม ถ้าแข็งกระด้าง ไม่แนะนำให้ซื้อ   เพราะไม่ดีเวลาเดินทางไกล หรือใช้ความเร็ว เร่งความเร็ว

 

3.ดูลักษณะ โครงสร้างของยาง  ว่ามีลักษณะอย่างไร  มีลักษณะบิดเบี้ยว หรือบวมหรือไม่ ถ้ามีก็ไม่เหมาะต่อการใช้งานนัก

 

4.ยางโล้น ยางเรียบ  ยางกินข้างหรือไม่   ถ้าใช่ก็ไม่แนะนำ   ส่วนยางสึก  ก็ต้องดูว่าสึกแบบไหน ถ้าสึกไม่มากนัก พอใช้งานได้  ก็น่าจะใช้ได้  บางทีอาจจะสึกจากการตั้งศูนย์ล้อ  ส่วนยางแตกลายนี่ไม่ควรใช้

 

5.มีรอยแผล  หรือตำหนิบนยางหรือไม่  ถ้ามี มีลึกแค่ไหน  กว้างไหม  ส่งผลเสียต่อรถยนต์แน่ๆถ้ารอยมีขนาดใหญ่  ส่งผลต่อยางสมดุล และปัญหาในภายหลัง

 

6.ปีการผลิตไม่ควรเกิน 3 ปีจากการซื้อ  ดูได้จากที่ล้อยางจะมีเขียนสัปดาห์กับปีที่ผลิต

 

7.ราคาคุ้มค่าต่อการซื้อยางเปอร์เซ็น  ควรตกลงกับผู้ขายให้ดี   ถ้าราคาพอๆกับมือ1 ก็ควรซื้อมือ1 มากกว่า

 

ยางมือสอง หรือ ยางเปอร์เซ็นต์  เป็นยางที่ไม่เหมาะกับการใช้ในระยะเวลายาว  ควรใช้ยางมือ1 จะดีกว่า  ความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ควรมาเป็นอันดับ1  การซื้อยางมือ1โดยบวกราคาเพิ่มขึ้นไป   ช่วยเซฟความปลอดภัยได้มากขึ้น ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า  ถ้าท่านต้องการยางเปอร์เซ็นจริงๆ ก็อาจจะต้องหาเพื่อน หรือคนรู้จักที่มีประสบการณ์มาช่วยดูอีกทีนึง  จะช่วยได้ยางที่ดีมากขึ้น  ถ้าท่านเป็นมือใหม่  ในการขับขี่  ยังขับรถไม่เป็น  เรียนกับโรงเรียนสอนขับรถ  ไอไดร์ฟรังสิต ครูสอนจะคอยแนะนำที่ดี  ในการขับขี่

 

เครดิต

www.carprakan.com/วิธีเลือกยางมือสอง/

https://www.autospinn.com/2020/03/second-hand-tires-77310

https://auto.mthai.com/news/tips/33286.html

 

ปะยางรถยนต์แบบไหนดี  เมื่อยางรถยนต์รั่วแตก 

ปะยางรถยนต์แบบไหนดี  เมื่อยางรถยนต์รั่วแตก  ปะยางมีหลายประเภท เราขับรถไปดีๆแล้วอาจจะได้ไปเหยียบตะปู  หรือเศษเหล็กเข้าทำให้ยางของเราแตก  รั่ว จำเป็นจะต้องนำรถเข้าไปร้านปะยาง  หรือร้านศูนย์บริการ  หรืออู่  เพื่อทำการซ่อมแซมยางที่เสียหาย  ซึ่งเรามาดูกันว่าปะยางแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง

ปะยางรถยนต์แบบไหนดี

 

ประเภทของการปะยาง

1.การปะยางแบบแทงไหม

เป็นการปะยางแบบชั่วคราว ส่วนมากเหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์   เป็นชุดที่หาซื้อได้ง่ายตามทั่วไป  สามารถมาฝากเองได้โดยการ  น้ำยางที่แตกมาดึงสิ่งแปลกปลอมออกเพื่อดูรอยรั่ว  ขยายรูปแล้วนำเอาไหมเข้าไป เพื่ออุดรอยรั่วนั้น  แล้วจึงนำกรรไกรหรือคัตเตอร์มาตัดส่วนที่ยื่นออกมาออก  ขั้นตอนแล้วเสร็จ  แต่ขั้นตอนนี้มันเป็นเหมือนชั่วคราว  อาจารย์ไม่ได้มั่นคงถาวร   สามารถร่วมออกมาได้ 

ข้อดีคือไม่ต้องถอดยางออกจากกระทะล้อ  ป่าได้อย่างรวดเร็วและปิดรอยรั่วขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี

ข้อเสียคือไม่มั่นคงถาวรอาจจะไม่แน่นหนาเท่าการปะยางแบบสตรีมร้อนหรือเย็น

 

2.การปะยางแบบสตรีมร้อน

การปะยางประเภทนี้มีความทนทานแข็งแรงมากกว่าการปะยางแบบแทงไหม  โดยยางที่รั่วนั้นอาจจะโดนตะปู น็อต เศษแก้ว โดยขนาดรอบไม่ได้ใหญ่  โดยลักษณะของการป่ายางเป็นการปะยางด้านใน  ต้องถอดยาง  ออกมาด้านใน  แล้วจึงใช้แผ่นสตีมร้อนมาแปะบริเวณที่รั่ว   และใช้เครื่องกดความร้อนกดเพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน 

ข้อดีคือ  รอยรั่วสามารถปะได้อย่างสนิท  มีความทนทาน 

ข้อเสียคือ  ใช้สำหรับยางที่มียางในจะดีที่สุด  ถ้ายางที่ไม่มียางในจะส่งผลเสียทำให้ความร้อน เกิดความเสียหายได้

 

3.การปะยางแบบสตรีมเย็น

การปะยางประเภทนี้คล้ายลักษณะของสตีมร้อน  แต่ไม่ใช้ความร้อนในการปะ  เริ่มต้นโดยถอดยางที่รั่วออกมาด้านใน  เตรียมการขัดผิวรูลอกรอยรั่ว  ทากาวแบบพิเศษเฉพาะสำหรับปะยาง  และใช้แผ่นปะยางปิดบริเวณที่รั่ว  และทุบไปบริเวณที่ปะยางให้สนิท  มันคง  วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด  มีความมั่นคงสามารถไปยางได้สนิท  มีความทนทานใช้ยางได้จนกว่าจะเสื่อมสภาพ

ข้อดีคือสามารถปิดรอยรั่วได้เป็นอย่างดี 

ข้อเสียคือ รอยปะด้านนอกไม่ได้ปิดหรือบางไว้อาจจะมีการรั่วซึมได้

 

ปะยางรถยนต์แบบไหนดี  คุณควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับคุณ  และสะดวกคุณที่สุด ปะยางรถยนต์แบบไหนดีสุด  ถ้าให้ตอบคือ  แบบสตรีมเย็น  นิยมมากที่สุด

 

โรงเรียนสอนขับรถ สอนขับเป็นขั้นเป็นตอน มีสนามให้ฝึกขับ พร้อมเตรียมรับใบขับขี่เมื่อเรียนจบ

 

เครดิต

https://www.smk.co.th/newsdetail/271#:~:text=-%20ถ้าเป็นแผลฉีกหรือ,การเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

ปะยางแบบไหนดี? วิธีการปะยางแต่ละประเภท

เคลือบแก้วคืออะไร  มีประโยชน์อะไรบ้าง มีวิธีเลือกร้านเคลือบแก้วอย่างไรบ้าง

 

เคลือบแก้วคืออะไร  มีประโยชน์อะไรบ้าง

เคลือบแก้วคืออะไร

 

เคลือบแก้วคืออะไร คือการเคลือบผิวรถยนต์ เป็นเหมือนลักษณะคล้ายกระจก เงางาม  ความหนาของชั้นเคลือบมีหลายระดับ ตั้งแต่ 1-9H สารที่เคลือบแก้วมีส่วนผสม Silica Polysilazane  สารเคลือบแก้วมีหลายระดับ  ราคา  หลากหลายแบบ  

 

เคลือบแก้ว รถยนต์ มีประโยชน์อย่างไร

1.สร้างความเงางามให้รถยนต์ของคุณดูสวยงาม  เหมือนใหม่ เหมือนกระจกเคลือบที่ผิวรถ  ชั้นฟิล์มแก้วผิวรถยนต์  สามารถสร้างความเงาได้มากกว่า 1 ปี  โดยการเคลือบต่อครั้ง

2.การเคลือบแก้ว เป็นส่วนช่วยให้ป้องกันแดด รังสียูวีทำให้รถซีดหมองลงได้  เคลือบแก้วจะช่วยสะท้อนแสงแดด   ไม่ให้รถซีดหมองลง

3.สามารถป้องกันลดรอยขีดข่วน  รอยขนแมว  ป้องกันได้มากกว่าปกติ   แต่ไม่ใช่ป้องกันได้แบบจะไม่เป็นรอยเลย   สามารถเป็นรอยได้อยู่ถ้ามีการขีดข่วน  เพียงแต่อาจจะเป็นได้ยากกว่าปกติทั่วไป

4.น้ำไม่เกาะผิวรถยนต์ จะเหมือนคล้ายใบบอน  เหมือนหยดน้ำกลิ้งไปบนผิวรถ ไม่เกาะผิวรถ ดังนั้นสิ่งสกปรกจะเกาะติดรถได้ยากขึ้น  ซึ่งน้ำไม่เกาะผิวรถ  จะสามารถอยู่ได้ 6 เดือน

5.มีการทนต่อการชะล้างรถ  แรงดันน้ำ  เมื่อใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีด  น้ำจะกลิ้งเหมือนใบบอนไม่เกาะที่ผิวรถยนต์  

 

เคลือบแก้วต่างจากการเคลือบสีธรรมดาอย่างไรบ้าง

เคลือบแก้ว จะเหมือนคล้ายๆกับการเคลือบสีธรรมดา ในระยะยาวนาน กว่า   เคลือบแก้วได้ความเงางามกว่า ได้ความทนทานที่เคลือบผิว ลื่นน้ำได้มากกว่า  เป็นรอยขนแมว รอยขีดข่วนได้น้อยกว่า  คงทนได้มากกว่า  ข้อเสียของเคลือบแก้วคือราคาสูงกว่ามาก  ถ้ามีงบ และอยากได้คุณสมบัติแบบที่ว่าทำเคลือบแก้วก็จะตอบโจทย์ของคุณ

 

การเลือกร้านเคลือบแก้ว

1.คุณภาพเคลือบแก้ว และราคา

ควรเลือกจากคุณภาพผลิตภัณฑ์  ความคงทน  ว่าเป็นแบบไหน เปรียบเทียบกับราคาที่ร้านตั้งไว้  ซึ่งน้ำยาคุณภาพดีย่อมราคาสูงกว่าปกติ ก็ต้องเปรียบเทียบความคุ้มค่าว่าอยู่ได้นานไหม ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร

2.สารที่ใช้เคลือบแก้วมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ดูความแข็งแกร่งของสาร  ที่ใช้  สารที่ใช้มีค่าแข็งแกร่งเท่าไหร่  ปกป้องแสงแดดไหม  ช่วยลดรอยด่างดำ

3.ความเชื่อถือของร้าน

ดูว่าเป็นร้านเปิดมานานไหม   ดูลูกค้ารีวิวร้านนี้มี  รีวิวทางลบหรือไม่   แล้วร้านจัดการแก้ไขอย่างไร   รีวิวทางบวก เป็นไปแบบที่เราพอใจไหม

4.บริการหลังการขายและการรับประกัน

ควรสอบถาม  เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลัง  แล้วเสียทั้งเงินทั้งเวลา  การมีรับประกัน  ช่วยให้เรามั่นใจในระดับนึงได้ว่า  ได้ของดี   ที่พึงพอใจ  สามารถแก้ไขได้   

 

เคลือบแก้วคืออะไร เป็นการเคลือบผิวรถยนต์ให้เงางามดูใหม่  เรียนขับรถ ที่โรงเรียนสอนขับรถ ก่อนจะซื้อรถ เป็นทางเลือกที่ดี  คุณจะได้ประสบการณ์ที่ดีจากไอไดร์ฟรังสิต