มือใหม่หัดขับควรรู้

มือใหม่หัดขับควรรู้  มีหลายคนอยากจะขับรถเป็นเร็วๆ จริงๆแล้วการขับรถเป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน  ไม่ได้ยากจนเกินไป และไม่ได้ง่ายจนเกินไป ควรมีเวลาเอาใจใส่ ลงเรียนกับครูผู้ชำนาญการ และฝึกฝนให้คล่อง 

มือใหม่หัดขับควรรู้

 

 

1.เบรค ควรใช้ตอนหยุดเท่านั้น

โดยปกติทั่วๆไปแล้ว เบรค  มีคุณสมบัติหน้าที่ใช้ในการ หยุดรถ และชะลอความเร็ว  หลายๆคนคิดว่า การใช้เบรคคือการช่วยชะลอความเร็ว  ทำให้มือใหม่หลายคนใช้เบรค กันบ่อยมากเกินความจำเป็น การใช้เบรคบ่อย จะทำให้ ผ้าเบรคสึกหรอ มาก และเสื่อมเร็ว  ถ้าต้องการควบคุมความเร็วให้ใช้วิธีการผ่อนคันเร่งเอาดีกว่า  ถ้าใช้งานจนชินแล้วเราจะสามารถควบคุมความเร็วโดยการใช้คันเร่ง มากกว่าการใช้เบรค

 

2.ไฟเลี้ยว  เป็นสิ่งที่สำคัญ

มือใหม่หลายคนละเลยในจุดนี้ จริงๆ สำคัญมากๆ ถ้าเราจะเลี้ยว เราควรเปิดไฟเลี้ยว ก่อนล่วงหน้า ประมาณ 100 เมตร  เพื่อให้  รถคันหลัง  มองเห็นว่าเราจะเลี้ยวไปทางทิศทางใด  บางคนละเลยไม่เปิดไฟเลี้ยว โดนชนมาหลายคัน  ก็มี

 

3.ไฟฉุกเฉิน ใช้ให้เป็น

ใช้ในกรณีที่รถเสีย เดินทางไม่ได้ต้องหยุดรถ  เพื่อเช็คอาการรถ ให้เปิดไฟฉุกเฉิน หมายถึง ไฟเลี้ยวทั้งสองข้าง   มีหลายๆคนบอกต่อๆกันมาว่าให้เปิดไฟฉุกเฉินตอนฝนตกด้วย จริงๆ เป็นข่าวลือ  ไม่เป็นความจริงอย่างใด ถ้าคุณเปิดตอนฝนตก มีโอกาสทำให้รถคันอื่นเข้าใจผิดจนเกิดอุบัติเหตุ เสียต่อทรัพย์สิน และชีวิตมากกว่า

 

4.ถ้าขับเร็ววิ่งเลนขวา  ขับช้าวิ่งกลาง

มือใหม่ ชอบติดขับช้า  เมื่ออยู่เลนขวา  ทำให้หลายคนหงุดหงิด คนตามหลังจะแซงก็แซงไม่ได้โดนจี้ตูดอย่างนั้น

 

5.ใช้แตรเมื่อจำเป็น

เราควรใช้แตร เมื่อเป็นสัญญาณเตือน เพื่อนร่วมทางบนท้องถนน ใช้เมื่อจำเป็น  คนไทยบางคนมีนิสัยเกรงใจ  ไม่ค่อยใช้แตรเมื่อจำเป็น สถานที่ไม่ควรใช้แตรจะเป็น  วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล เขตพระราชฐาน 

 

มือใหม่หัดขับควรรู้ จากการศึกษาในตำรา ประสบการณ์ การสอบถาม คนที่เคยขับรถมาหลายปี  สะสมประสบการณ์จากการขับขี่เอง คุณจะขับรถเก่งได้ในที่สุด

 

ที่มา

Auto.sanook.com

https://th.carro.co/blog/measles-drive-to-know/

วิธีขับรถมอไซให้แข็ง

วิธีขับรถมอไซให้แข็ง   การขับมอเตอร์ไซต์ให้แข็ง ต้องใช้เวลาฝึกฝน  จากประสบการณ์การขับขี่บ่อยๆ  พยายามมองรถ รอบๆข้างว่าอยู๋ตรงไหนบ้าง ซ้าย หรือขวา หน้าหรือหลัง  คันไหนทำท่าจะเปลี่ยนเลน  ต้องประเมินสถานการณ์ออกได้ในพริบตา  ดูรถคันอื่นๆให้ดี  และควรรู้ว่าอยู่ตรงไหนที่จะปลอดภัยที่สุด  มีสติอยู่ทุกขณะจิต

วิธีขับรถมอไซให้แข็ง

 

เมื่อนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์  ควบคุมรถให้ดี ฝึกขับทางตรง ทางเลี้ยว กลับรถ หรือเปลี่ยนเลน ให้คล่องๆ  การฝึกที่โรงเรียนสอนขับรถ จะเป็นการดี เพราะ  มีสถานที่ฝึกซ้อม และครูสอนที่เป็นไปได้อย่างมาตรฐาน  นักเรียน จะมั่นใจในการขับขี่มอเตอร์ไซต์มากขึ้น  ก่อนออกสู่ท้องถนน  การหัดขับโดยมีครูฝึกสอนคอยกำกับจะปลอดภัยกว่า  การฝึกเองด้วยตัวคนเดียว หรือฝึกกับเพื่อน  ขับมอเตอร์ไซต์ควรฝึกซ้อมจนมั่นใจ จริงๆ แล้วคล้ายๆการขับขี่จักรยาน  แค่เปลี่ยนเป็นมือบิด  สบายกว่าขับจักรยานเยอะ  ไม่ต้องออกแรงอะไรมาก  ทำตัวสบายๆ ห้ามเกร็งเด็ดขาด  ใส่หมวกกันน็อคที่ได้รับมาตรฐานทุกครั้ง ก่อนเดินทาง  ลองสังเกตุท่าทางคนขับขี่เก่งๆ  ดูว่าเค้ามีวิธีการอย่างไร  นำมาปรับใช้ ประยุกต์กับตัวเอง  หลายๆ  คน เคยขับขี่แล้วล้มลง  ทำให้เกิดความกลัวในการขับขี่มอเตอร์ไซต์  จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้  ถึงแม้มือเก่าแล้วแต่ถ้าขับไม่ระวัง  ก็อาจจะเกิดขึ้น  ปัญหานี้แก้ได้โดยการมีสติ  บางคนเกิดความกลัวฝังใจไม่กล้าขับเลยก็มี  ที่ควรทำคือสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่าเราสามารถขับขี่มอไซได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนคนอื่น  ลองขับวันละนิดหน่อยเพื่อสร้างความมั่นใจ  วิธีขับรถมอไซให้แข็ง ต้องสะสมชั่วโมงการขับขี่ การฝึกฝน  จะให้เก่งในระยะรวดเร็ว อาจจะได้  แต่อาจจะยังไม่แข็งมากนัก   อาจจะต้องฝึกฝนเพื่อขับขี่ให้คล่อง  ลองขับสนามฝึกซ้อมก่อน  และลองขับในซอย  ที่ไม่ค่อยมีรถวิ่ง  ขับช้าๆ  ไม่ต้องเร็วมากนัก   เมื่อขับขี่บ่อยๆ  คุณก็สามารถขับมอเตอร์ไซต์แข็งเอง   

 

ถ้าคุณอยากหาตัวช่วย  ให้คนสอนขับขี่ พร้อมสนามฝึกซ้อม  แนะนำไอไดร์ฟรังสิต ที่ช่วยให้นักเรียน สามารถ ผ่านการหลักสูตรสอบใบขับขี่รถมอเตอร์ไซต์ได้อย่างมากมาย  การเรียนเป็นไปอย่างมาตรฐาน 

 

 

 

สอบปฏิบัติใบขับขี่รถยนต์

สอบปฏิบัติใบขับขี่รถยนต์  มี 3 ท่าในการสอบ ภาคปฏิบัติ ในการสอบใบขับขี่ เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้รู้ว่าต้องสอบท่าไหนก่อน  ถ้าเราซ้อมในการขับขี่รถยนต์ไปก่อน  เตรียมความพร้อมให้พร้อม  เราก็สามารถสอบผ่านได้โดยง่าย มีชัยไปกว่าครึ่ง

สอบปฏิบัติใบขับขี่รถยนต์

1.ท่าเดินหน้าและถอยหลัง  

วิธีการปฏิบัติคือ ขับรถเดินหน้าและถอยหลังโดยที่ไม่ชนเสา เลย  เทคนิคคือ เวลาขับรถเดินหน้า ให้มองไปตรงๆ  ให้ไกลที่สุด  ดูว่าตรงไหม  โดยดูเสาด้านข้างๆ  ด้านหน้า   ขับรถตรงๆไปจนล้อหลัง พ้นเสาสุดท้าย   วิธีถอยหลังคือดูกระจกข้าง  แล้วใส่เกียร์ถอยหลัง  ไม่สามารถเบรคหยุดได้  ให้เบรคชะรอได้อย่างเดียว  ระหว่างถอยรถให้มองกระจกซ้าย กระจกขวา  ดูระยะทั้งสองข้างว่า  เท่ากันใกล้เคียงกันไหม  จะทำให้เราถอยหลังได้ตรง  ถ้าฝั่งใดฝั่งนึงแคบให้หมุนพวงมาลัยไปอีกทางนึง อาจจะหมุน 45 องศาขยับเพื่อให้เท่ากัน   คือต้องการให้ท้ายรถไปฝั่งไหน  ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปฝั่งนั้น  ถ้าหมุนเท่ากันแล้วก็หมุนพวงมาลัยคืนมาตรงๆ  ถอยจนหน้ารถพ้นเสาต้นสุดท้าย  (ถ้าไม่พ้นเสาคือสอบตก)

 

2.เดินหน้าเทียบทางด้านซ้าย

ระยะห่างไม่เกิน 25 เซนติเมตร  เวลาจอดเทียบต้องเหยียบเส้นสีเหลืองด้วย  แต่ต้องไปชนหรือเบียดกับฟุตบาต  เทคนิคคือให้ดูจากกระจกมองข้าง  ปรับกระจกมองข้างให้ต่ำ เพื่อที่จะได้เห็นเส้นสีเหลืองด้านล่างสะดวกๆ  และมองเห็นระยะห่าง   แล้วขับไปหยุดที่ป้าย  ไม่เกิน 1 เมตร  โดยวัดจากป้ายทะเบียน

 

3.ท่าถอยหลังเข้าจอดในช่องว่างด้านซ้าย 

ถอยหลังเข้าซอง  ท่านี้ยากที่สุด  สอบตกมากที่สุดแล้วท่านี้  จะมีเสาด้านหน้าวาง 3 ต้น กับเสาด้านหลังวาง 3 ต้น  เปรียบเสมือน  ด้านหน้า  กับท้ายรถคันอื่นที่จอดอยู่ (บางทีอาจจะใช้รถจริงด้านหน้าด้านหลังในการสอบ) สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ไม่เกิน 7 ครั้ง จอดระยะห่างไม่เกิน 1 เมตร  เริ่มแรกให้ใส่เกียร์ d    และใส่เกียร์ถอยหลัง  ให้สังเกตุจุดด้านหลัง  โดยหันไปมองด้านหลัง  ให้เสาต้นที่ 1ด้านขวา ให้เห็นกระจกมองข้างด้านหลัง  หันพวงมาลัยไปซ้ายสุด  แล้วเปิดไฟเลี้ยวซ้ายด้วย  เพื่อให้คันหลังเห็นว่าเราจะเข้าจอด  เลี้ยวเข้าไปด้านหลัง  ให้มองกระจกข้าง  ให้เห็น  เสาครบทั้งสามต้น  แล้วคืนล้อให้ตรงก่อน แล้วเลี้ยวเข้าไป  แล้วคืนล้อให้ตรง  ใส่เกียร์ว่าง  ตัวรถจะเข้าไปด้านใน   จะต้องระวังไม่ให้เครื่องดับขณะสอบรถ

 

สอบปฏิบัติใบขับขี่รถยนต์ ต้องฝึกฝนบ่อยๆจนเกิดความชำนาญ  คุณจะสามารถขับรถได้  เป็นโดยธรรมชาติ  ถ้าคุณยังขับไม่คล่องสามารถปรึกษาโรงเรียนสอนขับรถ ไอไดร์ฟรังสิตได้  

สอบใบขับขี่ ใช้อะไรบ้าง

สอบใบขับขี่ ใช้อะไรบ้าง สำหรับผู้ที่ต้องการมีใบอนุญาตในการขับรถยนต์  ต้องการสอบใบขับขี่  เพื่อเป็นใบเบิกทางในการขับรถยนต์บนท้องถนน  ถ้าไม่มีใบขับขี่แล้วขับรถบนถนนจะถือว่าผิดกฎหมาย ทุกกรณี  แต่ต้องได้รับการลงโทษทางกฎหมาย  

สำหรับการสอบใบขับขี่จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง  ใช้เอกสารอะไรบ้างทางเราได้รวบรวมมาไว้ ณ ที่นี้แล้ว

 

สอบใบขับขี่ ใช้อะไรบ้าง

 

ก่อนอื่นให้จองการอบรม ทำได้หลายวิธี

  • จองคิวใบขับขี่ออนไลน์  ผ่านแอพ DLT Smart Queue  สามารถจองคิวการอบรมล่วงหน้าได้  
  • จองคิวใบขับขี่กรมขนส่งทางบก ด้วยตนเอง
  • จองคิวทำใบขับขี่ โรงเรียนสอนขับรถไอไดร์ฟ รังสิต

 

สอบใบขับขี่ ใช้อะไรบ้าง เอกสารอะไรบ้าง

  1. บัตรประชาชน ตัวจริง  
  2. สำเนาบัตรประชาชน  เซ็นกำกับสำเนาถูกต้อง
  3. ใบรับรองการแพทย์  โดยที่อายุใบรับรองแพทย์ไม่เกิน 1 เดือน  ผู้ที่ขอใบขับขี่  จะต้องไม่วิตกจริต  หรือฟั่นเฟือน  
  4. ใบรับรองการอบรม (ถ้าอบรมนอกกรมขนส่ง)

 

ส่วน สำเนาทะเบียนบ้าน  ปัจจุบันได้ยกเลิกไม่ต้องใช้  ใช้เอกสารที่ระบุ  

 

เริ่มจากการทดสอบ สมรรถะนะทางร่างกาย  ทดสอบ ตาบอดสี  ทดสอบสายตาทาง ลึก  ทางกว้าง  การตอบสนองความเร็วของเท้า

 

ใช้เวลาอบรม 5 ชม.  เกี่ยวกับความรู้ขับรถปลอดภัย  กฎหมายจราจร รับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน  สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง

 

ข้อสอบใบขับขี่จะแก้ไขปรนัย ให้เป็นไปแบบแนวทางเชิงวิเคราะห์แก้ปัญหาการใช้รถยนต์บนท้องถนนมากขึ้น  ป้ายจราจรจะถูกลดลง   ข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ  จะต้องถูกอย่างน้อย 45 ข้อ หรือ 90%   หากสอบได้ไม่ผ่าน น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะต้องมาสอบใหม่   ไม่เกิน 90 วัน

 

ท่าสอบใบขับขี่กำหนดไว้ 3 ด่านคือ

ขับรถเดินหน้า และถอยหลังในเส้นทางตรง

ให้ทำการขับรถเดินไปข้างหน้า ในระยะ 12 เมตร  เดินหน้าได้ 1 ครั้ง และ  ถอยหลังได้ 1 ครั้งเท่านั้น  ในเส้นทางที่กำหนด  ถ้าทำได้ถือว่าผ่าน  ห้ามชนหรือเบียดเสา

 

ขับรถเดินหน้า และทำการหยุดรถเทียบทางเท้า

เป็นการจอดรถเทียบกับฟุตบาต ห่างจากขอบทางไม่เกิน 25 ซม.  โดยจอดให้ล้อหน้า ล้อหลัง มีการทับเส้นสีที่กำหนดบนพื้น  กันชนจะต้องไม่เกินเส้นหยุดรถข้างทาง  หยุดในเส้นหยุดรถไม่เกิน 1 เมตร

 

ขับรถถอยหลัง ให้เข้าซอง

 ให้ขับรถถอยหลัง เข้าซองที่กำหนด  ถอยหลังเข้าจอด และออกจากช่องทางด้านซ้าย   เป็นท่าขับรถที่ยากที่สุด มือใหม่มักจะสอบตกกับด่านนี้ ต้องไม่ชนหรือเบียดเสา ที่กำหนด  สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ไม่เกิน 7 ครั้ง

 

ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูปติดบัตร

ค่าธรรมเนียมรวมทั้งสิ้น 205 บาท (แบบชั่วคราว 2 ปี  เป็นค่าคำขอ 5 บาท  ค่าธรรมเนียม 200 บาท)

 

 

เครดิต

car.kapook.com/view173898.html

th.carro.co/blog/5-tricks-for-get-driving-license/

เรียนขับรถได้ใบขับขี่เลย

เรียนขับรถได้ใบขับขี่เลย ที่โรงเรียนสอนขับรถ ไอไดร์ฟรังสิต  สอนขับรถทั้งรถยนต์ (รถเก๋งทั่วไป) ทั้งยังมีสอนเรื่องรถกระบะ  รถจักรยานยนต์  รถบรรทุก ขนส่ง ท.2 ท.3   มีห้องอบรมที่เป็นไปอย่างมาตรฐานสากล  ครูฝึกสอนที่ชำนาญทั้งด้านการขับขี่ และชำนาญเรื่องการสอนทำความเข้าใจ  ให้เข้าใจ  นักเรียนที่เรียนแล้วสามารถไปต่อยอดในการขับขี่ได้โดยง่าย  

เรียนขับรถได้ใบขับขี่เลย

 

เรียนขับรถได้ใบขับขี่เลย สอนขับรถยนต์

ใน 15 ชม. ทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  สามารถหัดขับได้ทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์ออโต้  เมื่อเรียนจบแล้วสามารถสอบได้ที่โรงเรียนของเรา ทั้งทฤษฎีและ ปฏิบัติในตัว  นักเรียนมั่นใจได้ว่าเรียนจบ  จะต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน  ครูผู้สอนจะเคี่ยวเข็ญให้นักเรียนขับรถเป็น  และมีประสิทธิภาพในการขับขี่  ไม่เป็นพิษภัยต่อสังคมบนท้องถนน  นักเรียนเชื่อมั่นได้เลยว่าจบที่โรงเรียนเราจะต้องดีอย่างแน่นอน   โรงเรียนของเราเปิดทุกวัน ไม่เว้นวันเสาร์  อาทิตย์  

 

สอนขับรถมอเตอร์ไซด์ 

ต้องเรียนอย่างต่ำ 15 ชม.เช่นกัน  แบ่งเป็น ทฤษฎี 5 ชม.  ส่วนภาคปฏิบัติเรียน 10 ชม.    

ภาคทฤษฎีจะเป็นเกี่ยวกับ ความรู้จราจร  มารยาทการขับขี่  การบำรุงรักษารถยนต์

ส่วนภาคปฏิบัติ จะให้ฝึกหัดขับบนสนามฝึกซ้อมโรงเรียนเรา โดยมีครูผู้สอนคอยกำกับ  คุณจะได้ฝึกท่าการขับขี่  การขับทางตรง การขับทางโค้ง  การทรงตัว การเบรคมือ เบรคเท้า การควบคุมรถมอเตอร์ไซด์ 

โดยเรียนจบแล้วคุณ ก็สามารถสอบใบขับขี่ได้ที่โรงเรียนของเรา

 

เรียนขับรถบรรทุก ท.2 ท.3

สามารถมาเรียนที่โรงเรียนเราได้  หลักสูตรที่เดียวจบ มีสนามฝึกซ้อม 6 ไร่  เรียนจบได้รับประกาศนียบัตร ครูสอนทุกท่านผ่านหลักสูตรจากทางกระทรวง  ท.2 ระยะเวลาในการเรียน 41 ชม.  เป็นทฤษฎี 14 ชม.  ปฏิบัติ 27 ชม.    ทฤษฎี จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ  การเตรียมความพร้อม เทคนิคการขับรถ ผู้ขับขี่รถบรรทุกที่ดีควรมีลักษณะไหน  การขับขี่ที่ปลอดภัย  การฝึกหัดขับรถ  การบรรทุกขนส่งสินค้า  และสิ่งของอันตราย   เมื่อเรียนจบ ก็ต่อด้วยภาคปฏิบัติ   คุณสามารถฝึกทักษะการขับขี่ รถบรรทุกทุกขั้นตอน  ที่คุณควรรู้  ควรทราบ  เมื่อเรียนจบคุณสามารถขอใบอนุญาติ  เพื่อสามารถขับรถบรรทุกบนท้องถนนได้  

 

เรียนขับรถได้ใบขับขี่เลย  ที่โรงเรียนเราการหัดขับรถ  ควรหัดขับกับโรงเรียนจะดีกว่า หัดขับกันเอง  การหัดขับกันเอง บางทีจะมีจุดที่คนสอน  ลืมบอก  หรือไม่ได้เน้นย้ำให้ความสำคัญ  แต่พอเจอสถานการณ์จริง  จะทำอะไรไม่ถูก  การฝึกหัดขับกับโรงเรียน จะได้เรียนรู้ทุกขั้นตอน  พร้อมมีสนามให้ทดลองขับ  คุณสามารถมาดูที่โรงเรียนของเราได้ ก่อนการตัดสินใจ  มีนักเรียนที่เรียนจบ มีคุณภาพเป็นจำนวนมาก  คุณจะต้องประทับใจเมื่อจบกับโรงเรียนของเรา

จุดบอดรถบรรทุก  ที่ไม่ควรเข้าใกล้ อันตรายมาก 

จุดบอดรถบรรทุก  ที่ไม่ควรเข้าใกล้ อันตรายมาก  เมื่อเราขับรถบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์  เราเราจะต้องเจอรถบรรทุกอยู่บนท้องถนนอยู่เสมอ  ซึ่งเราควรจะรู้ว่ารถบรรทุกมีจุดบอดอย่างไร  ที่ควรต้องระวัง  อย่าไปเข้าใกล้โดยเด็ดขาด  ขอคนขับจะมองไม่เห็น  อาจจะขับรถมาเบียดชนเราได้

จุดบอดรถบรรทุก

จุดบอดที่ 1 คือด้านหน้ารถบรรทุก

ด้านหน้ารถบรรทุกจะมีหางเครื่องยาว  ทำให้มองไม่เห็น ทำให้เราไม่ควรอยู่หน้ารถบรรทุกในระยะใกล้  ควรจะมีการเว้นระยะห่างประมาณ 3 ถึง 4 คันรถ  เป็นการเซฟตัวเอง  เพื่อความปลอดภัยของรถเราและรถบรรทุก  รถบรรทุกเวลาเบรคจะใช้ระยะเวลาในการเบรค  เราจะต้องคำนึงถึง จุดนี้ด้วย

 

จุดที่ 2 ด้านขวาของรถบรรทุก

เป็นอีกหนึ่งจุดบอดที่ควรระมัดระวัง เพราะรถบรรทุกจะไม่ สามารถเห็นทางด้านขวาได้  เห็นได้แต่กระจกมองข้างในรัศมีที่แคบๆเท่านั้น  เนื่องจากรถตู้มีช่วงยาวจะเห็นด้านขวาแค่กระจกข้างคนขับ  แต่ไม่ได้เห็นในรอบคัน  เวลาจะขับแซงรถบรรทุกให้รีบขับแซงไปโดยเร็ว   ไม่ควรขนาดข้างกับรถบรรทุก  เพราะคนขับจะมองไม่เห็น

 

จุดที่ 3 ด้านซ้ายของรถบรรทุก

เป็นจุดที่อันตรายมากที่สุดในของทุกๆมุม  เพราะรถบรรทุกจะไม่สามารถมองเห็นด้านซ้ายคนขับแบบเป็นอิสระได้  จะมองไม่เห็นแค่กระจกมองข้าง  กระจกข้าง ที่นั่งฝั่งตรงข้ามคนขับเท่านั้น  เป็นมุมที่ทัศนวิสัยแคบมาก  ถ้าเราจำเป็นจะต้องขับรถผ่านด้านซ้ายของรถบรรทุก  ควรรีบขับผ่านไปโดยเร็ว  ไม่ควรขนาบข้างเหมือนทางด้านขวา

 

จุดที่ 4 ด้านหลังของรถบรรทุก

รถบรรทุกจะมีสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์อยู่ด้านหลัง ทำให้มองไม่เห็นในมุมด้านหลัง  ผู้ขับขี่รถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ควรระมัดระวังในจุดนี้  ควรเว้นช่องว่างระยะห่างรถบรรทุกกับรถเราในระยะห่างที่กว้างขึ้นมาหน่อย  ประมาณ 10 เมตร   หรือประมาณ 20-25 คันรถ  ไม่ควรครับในระยะประชิดจะทำให้บางทีรถเบรคไม่ทันไปขับชนรถบรรทุก  มีข่าวออกบ่ายๆ 

 

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นจุดบอดรถบรรทุก ที่ควรระมัดระวัง  ซึ่งควรคำนึงถึงรถบรรทุกมีทัศนวิสัยในการมองเห็นอย่างไร  ที่สำคัญก็คือมีสติในการขับรถทุกย่างก้าว  ตรวจเช็คสุขภาพรถก่อนออกจากเดินทาง  เพียงเท่านี้คุณก็จะขับรถอย่างปลอดภัย  เป็นเรื่องสำคัญมากในการเดินทางเมื่อขับรถเข้าใกล้กับรถบรรทุก  ท่าทางที่ดีได้ควรจะเลี่ยงออกห่างในการขับใกล้กับรถบรรทุกจะเป็นผลดีที่สุด

 

โรงเรียนสอนขับรถบรรทุก  ไอไดร์ฟรังสิต  ได้รับมาตรฐานจากกรมขนส่งทางบก

 

เครดิต

masii.co.th/blog/4-จุดบอดรถบรรทุก

www.wice.co.th/2021/03/08/truck-accidents/

ระบบตัดแต้มใบอนุญาตขับรถสาธารณะและรถขนส่ง

ระบบตัดแต้มใบอนุญาต ขับรถสาธารณะและรถขนส่ง   เริ่มบังคับใช้ 1 ธค.นี้

ระบบตัดแต้มใบอนุญาต

 

ใช้บังคับสำหรับ

  • ผู้ที่ขับรถตู้ และรถโดยสารขนส่ง  
  • ผู้ขับรถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่)
  • ผู้ขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ (ตุ๊กตุ๊ก) 
  • ผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ (มอเตอร์ไซค์รับจ้าง)

 

จะมีการตัดแต้มเมื่อกระทำความผิด  ทางจราจร

  • ถ้ากรณีที่คะแนนเหลือ 0 จะ  ถูกพักใบอนุญาติ 90 วัน
  • ถูกสั่งพักใบอนุญาติ  เกิน 2 ครั้ง  ใน 3 ปี  จากการที่มีการตัดคะแนนในครั้งแรก  จะถูกสั่งพักใบอนุญาติ 180 วัน

 

กรณีที่ถูกสั่งพักใบอนุญาติ  และ ปรับคะแนนเหลือ 0 ในทีเดียว

  • เสพยาเสพติด ในขณะขับขี่รถยนต์
  • เมื่อถูกสั่งพักใบอนุญาติ  มีการขับขี่รถยนต์  เป็นการกระทำที่ ทำให้ภาพพจน์ประเทศดูไม่ดี
  • ขับรถโดยไม่ระมัดระวัง  ไม่คำนึงถูกผู้ขับขี่ หรือผู้อยู่บนท้องถนน  อันเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ  หรือเสียชีวิต  

 

หมายเหตุระบบตัดแต้มสำหรับ บังคับกับผู้ขับรถสาธารณะและรถขนส่งเท่านั้น  ยังไม่มีการรวม ถึงรถยนต์ส่วนบุคคล

 

ที่มา https://www.dlt.go.th/th/public-news/view.php?_did=2991

 

 

 

สัญลักษณ์ไฟรถบรรทุก  สัญญาณไฟรถบรรทุก

สัญลักษณ์ไฟรถบรรทุก  สัญญาณไฟรถบรรทุก  เวลาเราขับรถเราจะต้องเจอรถบรรทุก  หรือรถใหญ่อยู่เสมอ  เราจะมีวิธีสังเกตอย่างไรว่าสัญญาณไฟรถบรรทุกที่เปิดมานั้นบ่งบอกถึงอะไร  เราควรรู้เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้าจะได้รับมือให้ทันสถานะ

สัญลักษณ์ไฟรถบรรทุก

 

1 เปิดไฟเลี้ยวซ้ายทีขวาทีให้ระวัง

เมื่อรถบรรทุกมีการเปิดไฟเลี้ยวซ้าย และขวา สลับ กันอย่างละที  บ่งบอกถึงรถบรรทุกคันนั้นกำลังจะเบรก  ไม่ควรแซงหน้ารถบรรทุก  ให้เราใช้ความเร็วต่ำ

 

2.เมื่อรถบรรทุกปิดไฟเลี้ยวขวา  โดยข้างหน้าไม่มีซอยหรือทางขวา

โดยมากแล้วเราขับหลังอยู่รถบรรทุก แล้วรถบรรทุกเปิดไฟเลี้ยวขวาหมายความว่าห้ามแซง  หรือรถข้างหน้าอาจจะมีส่วนมาห้ามแซง

 

3 รถบรรทุกเปิดสัญญาณไฟสูง ตอนขับรถแซง

เป็นการบ่งบอกถึงคุณได้แซงรถบรรทุกคันนั้นพ้นแล้ว  และเป็นการเปิดไฟเพื่อส่องทางให้คุณเพิ่มเติมได้

 

4 รถบรรทุกเปิดไฟกระพริบเมื่อคุณขับรถสวนทางมา

อย่าเพิ่งจ่ายค่ารถบรรทุกในใจ   พอรถเคลื่อนทุกคันนั้นหวังดีกับคุณ  เป็นการเช็คว่าคุณมีการง่วงหรือไม่  หลับในหรือเปล่า  ถ้าคุณเห็นดังนั้นแล้วควรเปิดไฟกระพริบ 1 ครั้งเพื่อเป็นการตอบรับ

 

5 รถบรรทุกมีการเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อถึงทางแยก

เมื่อถึงสี่แยกรถบรรทุกมีการเปิดไฟฉุกเฉิน  บ่งบอกถึงรถบรรทุกจะไม่จอดรถ  ต้องการขับตรงไปเลี้ยวที่แยก  คันข้างหลังของรถบรรทุกสามารถขับตามได้

 

6.รถบรรทุกมีการเปิดไฟเลี้ยวซ้าย  โดยที่ข้างหน้าไม่มีทางแยกหรือไม่มี

เป็นการบ่งบอกให้รถคันข้างหลังสามารถขับแซงได้โดยปลอดภัย   บอกถึงข้างหน้าสะดวก

 

7.เมื่อคุณขับรถสวนทางมาเจอรถบรรทุกดับไฟหน้าแล้วเปิดขึ้น

บ่งบอกถึงรถบรรทุกกำลังให้สัญญาณคุณว่าทางข้างหน้าอาจจะมีอุบัติเหตุ  ไม่ปลอดภัย  หรือมีด่าน

 

8 เรื่องรถบรรทุกแฉลบหัวออกมา ทางด้านขวาและกระพริบไฟ 1 ครั้ง

บ่งบอกถึงการขอทาง  พยายามเร่งรถเร่งเครื่องเพื่อแซงขึ้นไป 

 

9 รถบรรทุก  มีการกระพริบไฟเลี้ยวมาทางฝั่งรถของคุณ  เมื่อขับรถสวนทางมา

เป็นการส่งสัญญาณบ่งบอกว่าทางข้างหน้าจะมี ด่านตรวจ  ให้คุณเตรียมพร้อมไว้

 

ด้านบนนี้เป็นสัญญาณเตือนไฟที่คนขับรถจำเป็นจะต้องรู้เบื้องต้น  เพราะเวลาเจอสถานการณ์จริงเราจะได้จำได้ว่ารถบรรทุก คันนั้นกำลังบ่งบอกเราว่าอะไร  ขับรถออกต่างจังหวัดไม่น่ากลัวอย่างที่เราคิดไว้ 

 

สอนขับรถบรรทุก  ที่โรงเรียนหัดขับรถไอไดร์ฟรังสิต  ครูสอนที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

 

เครดิต

https://www.tqm.co.th/blog/9%20สัญญาณไฟรถบรรทุก%20ที่คนขับออกต่างจังหวัด%20ต้องรู้/

https://www.tidlor.com/th/article/lifestyle/sign-from-light-truck.html

ที่ฟอกอากาศในรถ สำคัญอย่างไร

ที่ฟอกอากาศในรถ  ปัจจุบันในเมือง ที่ขับขี่รถยนต์  อากาศคนข้างเป็นมลพิษ  เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม  ควันจากรถยนต์  ควันจากท่อไอเสีย  การก่อสร้าง  การทำถนนก่อให้เกิดฝุ่นละออง  และมลภาวะถ้าสูดดมมากๆอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อภายในระบบร่างกายได้  หลายคนในบ้านมีเครื่องฟอกอากาศในบ้าน  แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์  ซึ่งเป็นที่ที่ควรให้ความสำคัญเพราะเป็นสถานที่ทึบปิด  และเราต้องใช้อย่างเป็นประจำ 

 

ที่ฟอกอากาศในรถยนต์จะช่วยให้  อากาศภายในรถยนต์ดีขึ้น  ช่วยขจัดฝุ่น  ละออง  อากาศเสียภายในออก  เหมาะสำหรับรถทั่วไป  และเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็น ภูมิแพ้อากาศ  

 

การเลือก ที่ฟอกอากาศในรถ จะมีหลักๆอยู่ 2 ประเภทคือ

 

เครื่องฟอกอากาศแบบแผ่นกรอง

เครื่องฟอกอากาศแบบ ปล่อยไอออน

 

เครื่องฟอกอากาศแบบแผ่นกรองรถยนต์

สำหรับกรอง ฝุ่นละอองในรถยนต์ที่มีขนาดเล็กได้มากถึง 2.5 ไมครอน  หรือ   pm  2.5  เป็นนิที่นิยมอย่างแพร่หลาย  สามารถเกสร ดอกไม้ได้  แผ่นกรองมีความละเอียดสูง

 

เครื่องฟอกอากาศแบบไอออน

เป็นทั้งเครื่องฟอกอากาศและขจัดกลิ่น   และฆ่าเชื้อโรค  ขจัดกลิ่นได้ทุกประเภททั้งกลิ่นตัว  กลิ่นอาหาร   กลิ่นอากาศ  กำจัดเชื้อแบคทีเรียและภูมิแพ้ได้

 

พลังงานไฟฟ้า

โดยปกติทั่วไปแล้วเครื่องฟอกอากาศจะมีพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 12 โวลต์  ถ้าให้ดีควรเลือกหัวชาร์จที่มีสาย USB เพื่อง่ายต่อการ ใช้งานบนรถสะดวกมากขึ้น

 

ขนาด

ขนาดไม่ควรจะใหญ่จนเกินไป  ควรมีขนาดเล็กที่ไม่กินพื้นที่  สามารถวางตรงช่องต่างๆภายในรถได้  ถ้ามีขนาดใหญ่เกินไปอาจจะทำให้กินพื้นที่และเวลาขับรถอาจจะเป็นอันตรายต่อเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ได้

 

ตัวกรอง

ควรศึกษาดูเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ของคุณมีตัวกรองแบบไหน  มีคุณสมบัติที่ดีถึงไม่  กำจัดฝุ่นละออง PM 2.5   เกสรดอกไม้ได้หรือไม่  ตัวกรองแต่ละรุ่นมีแตกต่างกันเราควรจะเปรียบเทียบ

 

การดูแลรักษา

สามารถทำความสะอาดได้ง่าย  ถอดออกมาทำความสะอาดได้สะดวก

 

ราคา

นะคุณเปรียบเทียบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้วควรดูที่ราคาว่า  ราคาเหมาะสมหรือไม่  ควรเลือกรุ่นที่ดูคุ้มค่ากับราคามากที่สุด  บางทีตัวแพงที่สุดอาจจะเกินความจำเป็นเรา  ต้องดูที่งบประมาณของเราและการใช้งาน

 

มีประกันหรือไม่

เลือกรุ่นที่มีประกันติดมาจะดีที่สุด

 

การเลือกที่ฟอกอากาศในรถ ควรดูว่าเราต้องการเครื่องฟอกแบบไหน  ดูความต้องการเราตั้งต้นก่อน  แล้วเปรียบเทียบกับราคากับรุ่น   ลองเทส  การใช้งานก่อนสั่งซื้อ  ที่สำคัญมีประกันหรือไม่  บริการหลังการขายเป็นอย่างไร  

 

โรงเรียนสอนขับรถยนต์  ไอไดร์ฟรังสิต  สอนทั้งขับรถมอเตอร์ไซด์ รถเก๋ง รถขนส่ง

 

เครดิต

https://bestreview.asia/car-air-purifier/

https://my-best.in.th/17501

เปลี่ยนที่ปัดน้ําฝน เมื่อไหร่

เปลี่ยนที่ปัดน้ําฝน ถือว่าสำคัญสำหรับรถยนต์  สามารถปัดน้ำ  ใบไม้  ฝุ่นละออง เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็น  ด้านหน้ารถและหลังรถ 

เมื่อไหร่ที่เธอต้องเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน  โดยทั่วไปแล้วใบปัดน้ำฝน  จะมีอายุใช้งาน 1 ปี  แต่ถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น  เราก็ควรจะเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝนอาจจะมีการเสื่อมสภาพได้    ถ้ามีอาการเสื่อมสภาพแล้วเราไม่เปลี่ยน  อาจจะลดการมองเห็น ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ใบปัดน้ำฝนนาน 

เปลี่ยนที่ปัดน้ําฝน

บางทีการจอดรถที่มีแสงแดดจัดๆก็ทำให้ใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพได้เร็ว  เราควรจอดในที่ร่มจะดีกว่า  เช็คสภาพใบปัดน้ำฝน  อยู่สม่ำเสมอ  ทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  บริการยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้น และใช้ผ้าชุบน้ำบิดให้หมาด  เช็ดให้ทั่วบริเวณใบปัดน้ำฝน  เช็ดรูปไปทางแนวยาวทางเดียว  

 

สาเหตุที่ทำให้ใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ และควร เปลี่ยนที่ปัดน้ําฝน

สาเหตุหลักๆก็คือเกิดจากแสงแดดกระทบใบปัดน้ำฝน  ทำให้ใบปัดน้ำฝนมีอาการก่อแห้งเสื่อมสภาพได้ง่าย  พี่ชายก็คือใช้งานมากจนเกินไปทำให้เกิดอาการเสื่อมสภาพ

 

ปัดน้ำฝนแล้วสะดุด กระตุก

มีอาการกระตุกหรือสะดุดเกิดขึ้น ที่ใบปัดน้ำฝนระหว่างตัดผม  มันเป็นอาการที่ปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ  ควรจะเปลี่ยนใหม่

 

ปัดน้ำฝนแล้วมีอาการเสียงดัง

ถ้ารู้สึกว่ามีอาการเสียงดังจากการปัดน้ำฝน  เสียงดังมากกว่าปกติ  แสดงว่าใบปัดน้ำฝนของคุณเริ่มแข็งตัว  หน้าปัดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

ปัดฝนได้ไม่ทั่ว

สังเกตได้ว่าปัดน้ำฝนแล้ว  ได้ไม่ทั่วที่ซื้อมาใหม่ตอนแรกๆ  ยังเห็นด้านหน้าไม่ชัดเจนนัก  เป็นอันตรายมากกูควรจะรีบเปลี่ยน

 

ปัดน้ำฝนแล้วเกิดการฝืด

ถ้ามีการเกิดฝืดเกิดขึ้น  และปัดน้ำฝนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ  คุณควรจะเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน

 

การเลือกใบปัดน้ำฝน  ส่วนเรื่องใบปัดน้ำฝนที่ค่อนข้างมียี่ห้อ  ยางทำจากวัสดุเนื้อดี  ก้านใบปัดน้ำฝนแข็งแรง เป็นโลหะ  จะช่วยต้านแรงลมในขณะขับรถได้ดี  แต่ถ้าเรื่องใบปัดน้ำฝนที่มีราคาถูกแต่ไม่ค่อยมียี่ห้ออาจจะทำให้เสื่อมสภาพได้ง่าย  ค่าเสื่อมสภาพแล้วบดบังทัศนวิสัยก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

เปลี่ยนที่ปัดน้ําฝน แต่ละรุ่นมีขนาดแตกต่างกัน  เราควรดูตามคู่มือรถและเปลี่ยนตามคู่มือรถ  ถ้าติดตั้งผิดขนาดอาจจะทำให้ทัศนะการมองเห็นได้ไม่ดี  ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพกระจกเท่าที่ควร 

 

ไอไดร์ฟรังสิต  สนามหัดขับรถยนต์  โรงเรียนสอนขับรถยนต์ที่มีหลายคนบอกต่อ  ว่าดีมาก

 

เครดิต

https://www.auto-thailand.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539552304&Ntype=16

https://www.tqm.co.th/blog/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9D%E0%B8%99